ตามโบราณเชื่อกันว่า ถ้าเรามีเคราะห์ไม่ดี จะมี วิธีแก้ไข ได้หลายรูปแบบ เสมือนหนึ่งเป็น การทำบุญ ซึ่งทำให้เคราะห์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น ทุเลาลง หรืออาจกลับร้ายกลายเป็นดีได้
ทำทานชีวิต
วัดพระพิเรนทร์


แฟน 'พลอยแกมเพชร' หลายคนที่อ่านข้อเขียนหรือ ไปปรึกษาเรื่องดวง จาก 'หมอไพศาล' มักจะได้รับคำแนะนำในเรื่อง การทำทานชีวิตสัตว์ อยู่เสมอ
    การปล่อยหอยขมเพื่อทำทาน เป็นทางหนึ่ง ที่หมอไพศาล ชี้แนะอยู่บ่อย ๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ ของหมอไพศาลไปแล้ว
    หมอไพศาลเล่าถึงที่มาของคำแนะนำนี้ว่า
    "ความเชื่อเรื่องการปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยหอยขม หรืออะไรต่ออะไร อีกมากมาย เป็นวิสัยนิยมของคนไทย มาเป็นร้อยเป็นพันปีแล้ว
    …การปล่อยหอยขมที่ผมแนะนำให้ไปปล่อย เวลามีคนมาปรึกษาอยู่ เกือบทุกครั้ง เพราะนี่เป็นข้อปฏิบัติที่ได้ผลกว่าสิ่งไหน
    …ยิ่งมีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ผู้คนเขาไปบ้าไหว้พระราหูกัน ก็ทำให้ผมนึกถึง เรื่องหอยขมขึ้นมาได้ ก็แนะนำให้ไปปล่อยในทางนี้ดู จะเป็นแนวที่ดี"
    การปล่อยหอยขมเพื่อขอให้ตนแคล้วคลาด จากสิ่งเลวร้ายที่จะเข้ามา แผ้วพานในชีวิตนั้น หมอไพศาลบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่พูดขึ้นมา เพียงลอย ๆ เท่านั้น
    หากยังมีเค้าโครงดั้งเดิมที่เกิดขึ้นจริงเมื่อกว่า 40 ปีมาแล้วอีกด้วย
    "เรื่องเล่าเกี่ยวกับการปล่อยหอยขมนี้ เกิดขึ้นในเมืองเชียงใหม่
    …ในสมัยนั้น มีพระธุดงค์รูปหนึ่ง ท่านเพิ่งเดินทาง ออกมาจากป่า เพื่อบิณฑบาต ระหว่างที่กำลังเดินกลับวัด ก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
    …เสียงนั้นมีมากมาย แต่ก็มองไม่เห็นใคร แล้วพอเหลียวไปในกะละมัง ก็เห็นหอยขม กองกันอยู่ในนั้นเยอะมาก พระรูปนี้ท่านเป็นผู้สำเร็จฌาน มองแล้วได้เห็นว่าที่อยู่ในนั้นเป็นลูกเป็นหลานทั้งนั้น แต่ไม่มีใครช่วยเหลือ"
    ก่อนที่จะเล่าเรื่องต่อไป หมอไพศาลได้อธิบายว่าหอยขมเป็นสัตว์ที่มีกรรม คล้าย ๆ นักโทษ ถูกสาปให้อยู่ใต้น้ำ มองไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน ด้วยมีเปลือกหุ้มตัวไว้
    "ทีนี้พอมาอยู่บนบก ก็จะทนไม่ได้ ผิวเกิดปวดแสบปวดร้อน เพราะไม่ได้อยู่ในที่ของตัวเอง ร้องขอความช่วยเหลือ อยากกลับไปอยู่ในน้ำ
    …พระท่านไม่รู้ว่าจะช่วยยังไง เพราะท่านเองก็ซื้อหอยขมไม่ได้
    …เลยเดินต่อไปอีกสักพัก พอดีเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อมองแล้ว ก็รู้ว่าลูกชายของผู้หญิงคนนั้น กำลังจะมีเคราะห์ จึงพูดกับผู้หญิงคนนั้นว่า
    โยม-โยมไปซื้อหอยขมที่อยู่ในกะละมังนั้น ซื้อแล้วเอาไปปล่อยนะ
    …ผู้หญิงคนนั้นสงสัยถามว่า
    'จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป'
    …ท่านก็บอกไปว่า
    'ให้อธิษฐานขอไป แล้วจะสมหวัง'
    …โดยกำชับให้ผู้หญิงคนนั้นขอพรให้ลูกชายโชคดีด้วย
    …จากนั้นท่านก็เดินกลับวัดไป แต่ก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นได้ทำตามที่ท่าน แนะหรือเปล่า"
    ไม่กี่วันต่อมา ท่านก็ได้ทราบว่าผู้หญิงคนนั้น ก็ไปซื้อหอยขม โดยอธิษฐานขอว่า
    หนึ่ง--ขอให้ลูกปลอดภัย เพราะช่วงนั้นลูกไปเกณฑ์ทหาร แล้วกำลังจะเดินทางกลับ
    สอง---ขอให้ตัวเองมีโชคลาภ
    "ปรากฏว่ารถที่ลูกชายเดินทางมานั้น พลิกคว่ำ เด็กกระเด็นออกจากรถ แล้วก็ไม่ตาย ส่วนตัวแกเองก็มีโชคด้วย แกเลยไปหาพระรูปนั้น พร้อมกับเล่าเรื่องว่า ลูกแกรอดตายด้วย ปาฏิหารย์ของหอยขม
    …จนกระทั่งมีผู้หลักผู้ใหญ่ ของเชียงใหม่ ไปทำบุญกับท่าน แล้วถามท่านว่า
    'ควรจะปล่อยอะไรดี จะได้คุ้มครอง เพราะมีคนได้ ทำนายไว้ว่าตนนั้นชะตาขาด'
    …ท่านก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แล้วบอกให้ไปปล่อยหอยขม จะได้แคล้วคลาด
    …ให้ปล่อยสัก 5 กิโลฯ จะได้สักประมาณ 200-300 ตัว เพื่อกุศลในการปล่อยหอยขม จะช่วยบรรเทาร้าย ให้กลายเป็นดี
    …แล้วผู้ใหญ่คนนั้นเขาก็ไม่เป็นอะไร"
    การปล่อยหอยขม เท่าที่หมอไพศาลแนะนำนั้น ล้วนแต่ต้องปล่อย ในปริมาณมาก เพราะมีเคล็ดว่า
    "หอยขมนี้ เราควรจะปล่อยครั้งละ 4-5 กิโลฯ หรือสักประมาณ 500 ตัว ด้วยยิ่งปล่อยมาก แรงอธิษฐานของหอยขมยิ่งมีพลังมาก เมื่อมัจจุราชจะมาเอาชีวิต คนคนนี้จะถูกเบรคเอาไว้ ด้วยอำนาจที่เขาขอว่า วันนี้ยังเอาไม่ได้
    …แต่หอยขมเป็นสัตว์มีบารมีต่ำ ดังนั้น อำนาจอธิษฐานจะขอได้แค่หนึ่งเดือน ถ้าเผื่อเป็นคนที่จะต้องเดินทางบ่อย ผมก็ให้ปล่อยทุกเดือน หรือให้ปล่อยเป็นระยะ ตามแต่ปฏิทินชะตา ของคนคนนั้นที่ดูดวงให้เขา"
    หมอไพศาลเขียนแนะนำคนดูดวง ให้ไปปล่อยหอยขมอยู่บ่อย ๆ แบบนี้เท่ากับเป็นการส่งเสริม ให้คนงมงายไปหรือเปล่าคะ
    "ไม่หรอกคุณ (ยิ้มกว้าง)
    …สิ่งนี้เป็นการถูกต้องที่สุดแล้ว ไม่มีทางไหนที่จะทำอะไรได้ดีกว่านี้ เวลามีคนมาปรึกษา ตัวเขาไม่รู้ ตัวเขาไม่รู้จะแก้ไขได้ยังไง ผมแนะให้ไปปล่อยหอยขม

    …แล้วตอนนี้คนกำลังแย่ไปตาม ๆ กัน ไม่รู้จะไปหาทางออกได้ยังไง ก็ต้องแนะนำกันไปในสิ่งที่ดีที่สุด
    …แล้วผมก็ไม่ได้ให้เขา ต้องทำการสะเดาะเคราะห์หรือ บูชาอะไรที่เป็นการงมงายอย่างนั้น แต่แนะให้เขาไปทำบุญกับหอยขม เพื่อให้เขาแคล้วคลาด จากอันตรายและ มีโชคดีแก่ชีวิต จากการที่เขาได้ช่วยให้พวกนี้ได้กลับบ้าน
    …นี่คนเขาไปปล่อยหอยขมตามที่ผมบอก เขาก็โทร. มาบอกว่าชีวิตดีขึ้น เมื่อทำดี เขาก็ได้ความสบายใจกลับมา แล้วยังได้กุศลกับตัวเองอีกด้วย
    …แล้วหอยขมที่ปล่อยนี่ ก็ไม่ได้ไปทำลาย สภาพแวดล้อมของน้ำ พอปล่อยลงน้ำไปแล้ว เขาก็ลงไปกินขี้ตะไคร่ ช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติ อีกต่างหาก
    …อีกอย่างนะ หอยขมเป็นสัตว์ที่สำนึกบุญคุณคน
    …คือมีสัตว์อยู่สองตัวที่เขานึกถึง คนที่เขาปล่อยหนึ่ง หอยขมพอปล่อยแล้ว เขาก็พ่นฟองขึ้นมาขอบใจ
    …แล้วก็มีเต่าที่เขาจะต้องหันกลับมา ขอบใจเรา ก่อนจะว่ายน้ำไป
    …ส่วนพวกปลาไหลนี่ปล่อยไปแล้ว ก็ไปลับ"
    สัตว์ที่คนส่วนใหญ่นิยมปล่อยกัน มีอีกหลายอย่าง ไม่ใช่เฉพาะหอยขม
    "ปลาก็เป็นที่นิยมกันทั่วไป นั่นแหละ ยิ่งพวกที่ชอบสะเดาะเคราะห์ บูชาพระราหู ก็จะเน้นปล่อยปลาสีดำอย่างปลาดุก ปลาไหล
    …แต่ผมจะเฉยกับพวกนี้นะ ที่แนะนำคือให้ไปปล่อยหอยขม ปล่อยเต่านี่ก็ดี เพราะความหมายขอให้อายุยืน
    …เต่านี่ปล่อยตัวสองตัวก็ได้ แต่ก็ต้องดูด้วยไม่ใช่ซี้ซั้วปล่อย ให้ดูด้วยว่าเป็นเต่าน้ำ หรือเต่าบกแล้วปล่อยให้ถูกที่
    …ส่วนเต่าตัวเล็ก ๆ ไปปล่อยลงแม่น้ำเจ้าพระยาก็ไม่ไหว เดี๋ยวว่ายกันเหนื่อยตาย ต้องปล่อยริมคลองที่มีป่าหญ้าขึ้น ปล่อยลงน้ำแล้วจะได้ ขึ้นหากินตามนั้น
    …แล้วที่ปล่อย ๆ ไปนั้น ถ้าเป็นอาหารการกิน ก็สามารถรับประทานได้ ตามปรกติ ไม่ต้องงด หรืออะไรปล่อยก็ส่วนปล่อย ไม่เกี่ยวกันหรอกครับ"
    นอกจากความเชื่อในการปล่อยหอยขม ที่หมอไพศาลได้อธิบายให้ฟัง อย่างกระจ่างแล้ว ก็ยังมีความเชื่อบางอย่าง ที่คุณหมอแนะมา หากใครจะลองนำไปปฏิบัติตามนี้ ก็ได้เช่นกัน

หน้าต่อไป...