"ทีนี้มาว่ากันถึงความเชื่อแบบทั่วไป ทำในชีวิตประจำวันก็ได้นั้น มีหลายอย่าง ทั้งของไทย ทั้งของฝรั่ง ก็นำมาปฏิบัติได้เหมือนกัน ซึ่งเขาก็มีตำราเขียนกันมา เป็นเรื่องเป็นราว"
    คำแนะนำแรกนั้น ดูน่าจะเหมาะกับภาวการณ์ ในปัจจุบัน
    "แหม---อันนี้ต้องรีบแนะนำเลย คนเดี๋ยวนี้เดือดร้อนกันมากนัก เกี่ยวกับว่า ถ้าตกงาน ออกจากงาน ง หรือกำลังสมัครงานอยู่
    …เขาบอกให้ไปยืนโค้งคนกวาดถนน พวก กทม. นี่แหละ ให้ไปคำนับเขา 3 ครั้ง แล้วก็จะได้งานสมใจหวัง
    …เพราะถือว่า คนที่กวาดถนนเป็นผู้เสียสละ เป็นเทพเจ้าแห่งถนน อยู่บนความสกปรก แต่เป็นคนที่สะอาด ถ้าเรากำลังเดือดร้อน ด้วยอานิสงส์ที่เรายกย่องเขา ขอพรจากเขา จะทำให้เราได้งาน
    …นี่เป็นเรื่องจริงนะ แนะนำเพื่อนที่ตกงาน ไปทำดูก็ได้ แต่เราต้องทำ ทั้งกายทั้งใจนะ ไม่ใช่สักแต่ทำไปอย่างว่า
    …หรือหากคุณต้องไปอะไร ที่เป็นการเสี่ยง เช่นว่ากำลังจะติดต่อเดินทาง ไปต่างประเทศ ติดต่อขอพาสปอร์ต แต่ต้องยังไม่เคยโดนตีตรา กลับมานะ
    …การไปติดต่ออย่างนี้ ถ้าต้องการจะให้ผ่านด้วยดี เขาบอกว่าให้พกถ่านหุงข้าว ใส่กระเป๋าไว้ก้อนหนึ่ง ติดไว้เวลาไปยื่นเอกสาร รับรองสบาย
    …ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้ ก็เพราะว่าถ่านนั้นเป็นสิ่งที่เผาไหม้ เป็นสิ่งที่ดูดซึมความไม่ผ่องใส ความกังวลใจทั้งหมด อย่างที่เอาถ่านไปไว้ในตู้เย็น เพื่อดูดซับกลิ่นกรณีนี้ก็เหมือนกัน
    …ถ้าเราพกไปในขณะที่เราทำการนี้ ข้อสงสัยข้อระแวงของอีกฝ่าย ก็จะถูกดูดกลืนหายไปหมด"
    สำหรับคนที่ไปเมืองนอก และต้องผ่านด่านตรวจแล้ว ใช้วิธีนี้ หมอไพศาลบอกว่าก็ผ่านฉลุยเช่นกัน
    ส่วนข้อที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพร่างกาย คนที่เป็นหวัดอยู่บ่อย ๆ หมอไพศาลแนะนำว่าใกล้เข้าหน้าหนาวแล้ว น่าจะลองใช้วิธีนี้ดู
    "วิธีแก้ ให้คุณไปยืนใต้ต้นไม้นะ ต้นอะไรก็ได้ใบเล็กใบใหญ่ได้ทั้งนั้น รอใบไม้ร่วง แล้วให้คอยคว้าใบไม้ ที่กำลังร่วงหล่นจากต้น
    …ต้องคว้าได้ก่อนที่กำลังจะลงดิน แค่ใบเดียวถ้าจับได้ ปีนั้นคุณจะ ไม่เป็นหวัดตลอดปีเลย คล้ายกับว่า ใบไม้ที่กำลังผลัดออกจากกิ่ง ปรกติมันจะต้องหล่นลงดิน แล้วแห้งตายไป แต่เราคว้าได้ก่อนที่จะตกดิน
    …โชคที่เราไปคว้าใบไม้นั้น ทำให้ไม่เป็นหวัด คว้าแล้วจะเก็บไว้ก็ได้ ทิ้งก็ได้ ไม่มีข้อถืออะไรอีก
    …หรือใครที่เป็นโรคผิวหนัง น้ำเหลืองไม่ดี รักษาไม่หายสักที ท่านว่าให้เข้าไปทำความสะอาดโบสถ์ ให้ทำคนเดียวเอง ไปเช็คถูให้สะอาดเลย รับรองได้ที่คัน ๆ นั้นจะหายขาด
    …เพราะคนที่เป็นเรื้อรัง แสดงว่า ชาติก่อนเคยไปทำสกปรกไว้ในวัด อันนี้ก็มีคนมาปรึกษา ผมก็บอกไปตามนี้ อีกเดือนต่อมาเขาก็หายเลย แต่ต้องไปถูสามหน ถ้าเป็นผู้หญิงหนเดียวก็พอ"
    ช่วงภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกกดดัน แล้วก็เครียดไปตาม ๆ กัน
    การทำทานและสร้างบุญ จึงเป็นทางหนึ่งที่จะก่อเกิด ความสบายใจ หมอไพศาลมีข้อฝากในการนี้มาด้วย
    "นอกเหนือไปจาก แนะให้ไปปล่อยหอยขมประจำแล้ว ถ้าพูดถึงการทำบุญแล้ว ไม่ค่อยแนะให้คนเขา ทำสังฆทานกันสักเท่าไหร่
    …เพราะว่าจริง ๆ แล้ว สิ่งของที่ทำสังฆทานไป พระท่านก็ได้ใช้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ท่านจะใช้กันไม่หมด บางครั้งก็ต้องทิ้ง ไม่เป็นประโยชน์ ต่อพระท่านเท่าไหร่
    …ถ้าอยากจะทำบุญ ที่ผู้ทำจะได้อานิสงส์จริง ๆ ให้ซื้อไม้กวาดถวายวัด---จะดี ไม้กวาดดอกหญ้า แล้วก็ไม้กวาดลานวัด หรือไม่ก็ซื้ออาสนะ หรือพรมที่พระท่านใช้นั่งสวดมนต์ถวาย
    …การซื้ออาสนะให้เป็นทาน ถวายเป็นศาสนสมบัติ หรือ เสื่อปูในโบสถ์ในศาลา ก็เหมือนกัน ของเหล่านี้พระสงฆ์ได้ใช้ไปตลอด แล้วท่านว่าจะทำให้เรามีผู้อุปการะ ทำอะไรมีผู้ค้ำจุนช่วยเหลือดูแล
    …แต่ไม่ค่อยมีใครคิดที่จะซื้อถวายกัน พระท่านเลยต้องซื้อเอง
    …ผมว่าเราทำบุญกับวัดเช่นนี้ จะได้กุศลแรง"
    นอกจากนั้นแล้ว การได้ร่วมทำบุญถวายทาน แด่พระธุดงค์ นับเป็นการสร้างมหาบุญ อีกประการหนึ่งอีกด้วย
    ข้อนี้หมอไพศาลมีคำอธิบายว่า
    "คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยนึกถึง พระธุดงค์นัก ทั้งชะตา เพียงแนะแนวทางให้ว่า ชะตาเป็นอย่างนี้นะ ทำแล้วจะไม่ดียังไง
    …จะทำหรือไม่ ฟังแล้วเชื่อหรือไม่ ก็อยู่ที่ตัวของคนนั้น เรื่องนี้บังคับเขาไม่ได้หรอก"
    ส่วนที่คนไทยนิยมบูชาพระราหูกันมากขึ้น หมอไพศาลให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้ว่า
    "การไหว้พระราหูนั้น ไม่ใช่ทางที่ถูกต้องเลยทำ-ทำไม
    …นี่แหละที่เรียกว่า การงมงายของผู้ที่ไม่รู้จริง เพราะความจริงแล้ว ราหูไม่ใช่พระ แต่เป็นปีศาจ เป็นตัวเกเร เป็นยักษ์แปลงกายเป็นเงา
    …คนมาตั้งโต๊ะไหว้กลางแจ้ง เป็นการไหว้ในสิ่งที่ไม่มีตัวตน การที่เราไปขอพระจากซาตาน อาจจะได้ลาภมาก็จริง แต่จะมีข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งจะเกิดข้อเสียหายในภายหลัง อย่างยับเยินที่สุด"
    แล้วหมอไพศาล ก็เล่านิทาน เรื่องราหูให้ฟังว่า
    "ในนิทานของพระพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าว่า
    …ราหูนี้เป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ราว 9 ศอก เหมือนกับแซมซั่น ด้วยความใหญ่นี้ ทำให้ไปที่ไหนคนก็กลัว
    …ราหูเกิดคิดว่า ตนใหญ่จนคนกลัวกันนัก จึงได้ไปเรียนวิชากำบังล่องหน เวลาไปไหนต่อไป
    …จนมีอยู่วันหนึ่ง ราหูทราบว่า พระพุทธเจ้าจะเสด็จผ่านมา ยังเมืองนี้ ก็อยากที่จะเข้าเฝ้า แต่ก็กลัวว่า พระพุทธเจ้าจะตกใจ ในรูปกายล่ำใหญ่ของตนเอง จึงแอบที่จะเฝ้าในตอนกลางคืน
    …พระพุทธเจ้านั่งวิปัสสนา ท่านก็รู้แล้วว่าราหูจะมาเฝ้า แต่ราหูนี้ได้สำคัญตัวเองผิดไป ท่านจึงบอกกับพระอานนท์ว่า หากราหูมาเฝ้า ให้บอกท่านด้วย
    …ค่ำนั้นราหูก็ย่องมาที่กุฏิ พบกับพระอานนท์ ก็ขอเฝ้าพระพุทธเจ้า พระอานนท์ก็บอกว่าอยู่ในกุฏิ
    …ราหูเข้าไปในห้อง แต่ก็ไม่เจอ พระอานนท์ย้ำอีกว่า พระพุทธเจ้าท่านอยู่ข้างใน
    …ราหูกลับเข้าไปอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบ ก็เลยแหงนหน้าดู
    …ปรากฏว่าเป็นฝ่าเท้าพระพุทธเจ้า ที่นอนเกยกันอยู่สูงสุดเลย ด้วยบารมีของพระพุทธเจ้า ทำให้ราหูตัวเล็ก เหลือแค่ฝ่าเท้าท่าน
    …แล้วก็ตรัสกับราหูว่า
    'ราหูเอ๋ย เจ้านั้นอย่าสำคัญตนว่าตัวเองใหญ่ ความใหญ่ไม่ได้อยู่ที่กาย แล้วคนเขา ก็ไม่ได้กลัวที่กายเจ้า เขากลัวที่ความดี'
    …ราหูนั้นก็สำนึกได้ จากนั้น เลิกจากไสยศาสตร์ ไปบวช ได้สำเร็จเป็นพระองค์หนึ่ง ในตำนานของพุทธศาสนา เหมือนกับองคุลิมาล"
    สำหรับหลักฐานการเริ่มบูชา พระราหูนั้น ปรากฏขึ้นทีหลังเมื่อ 200 ปีที่ผ่านมา
    "เมื่อก่อนในทางโหราศาสตร์นั้น ยังไม่มีพระราหู แต่มีขึ้นเพราะเวลานั้น เกิดดวงดาวโคจรมาทับกัน เป็นเงาเกิดขึ้น
    …ทีนี้เขาก็มาถือว่า เงานี้คือพระราหู แล้วเชื่อกันว่า เมื่อราหูมาทับดาวใครแล้ว ก็จะต้องมีอันเป็นไป
    …การบูชากราบไหว้ก็เริ่มมีขึ้น มีบทสวดบูชาพระราหู กันมากมาย
    …เพราะราหูเป็นเงา พอเวลาตั้งของไว้ ก็จะเน้นของดำ 12 อย่าง ต่อมาก็ทำเครื่องรางขึ้น เช่นทำเป็นกะลาราหูอมจันทร์ ให้คนบางกลุ่มซื้อบูชากัน ให้เกลื่อนไปหมด แต่โดยทั่ว ๆ ไป เขาไม่ค่อยบูชากัน"
    เพราะฉะนั้น หากใครคิดจะขอ คำปรึกษาหมอไพศาลในเรื่องนี้ ก็จะได้รับคำตอบที่ไม่เหมือนที่อื่น คือ
    "เมื่อมีเงาราหูจับ ไม่ต้องเซ่นไหว้ ให้เป็นการยุ่งยาก ประการใด เพียงทำบุญปล่อยหอยขม 5-10 กิโลฯ ราหูก็สลายไป โดยปริยาย-สบายแฮ"
    สรุปคือ ทำอะไรก็ได้ที่ง่าย ๆ ไม่เดือดร้อนใครเท่านั้น ความสุขทางใจก็เกิดแล้ว

กลับไปหน้าแรก