การหัวเราะถือเป็นอายุวัฒณะอย่างหนึ่ง
เรื่องขำขันที่เขียนขึ้นนี้ เป็นเรื่องที่เล่า ต่อๆกันมาหลายยุค หลายสมัย
เพื่อประเทืองอารมณ์ ถ้าไม่ขัน ก็แนะนำให้ไปหาไก่ กุ๊ก..กุ๊ก แล้วกันนะ
วาสนา
จริงเหมือนกันเนอะ....
ความแตกต่างของนรก-สวรรค์
บัตร ป.ช.ช. สมาร์ทการ์ด ดีเกินเหตุ
เรื่องเล่าจากในวัง....แล้วคุณจะรัก'ในหลวง'
ชายตาบอดกับหมาคู่ใจ
เหมือนเด็กทารก
เคยตัว
นักต่อรองมืออาชีพ
เนื้อตุ๋นเป็นเหตุ
หลวงตากับเจ้าแกละ
โชคสองชั้น
มือถือนี้ของใคร?
โจ๊กการเมือง
โอ้
พระเจ้า
มองโลกในแง่ดี
ปลาไหลผัดเผ็ด
นายพลกับอูฐ
หาลำไพ่พิเศษ
ใครเจ๋งกว่ากัน
ปูผู้น่าสงสาร
ก้างปลาเป็นเหตุ
คนละเรื่องเดียวกัน
คนป่ากับเชลย 3 คน
วาสนา
ชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน
เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน
โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก
ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ
เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น
ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา
เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู
เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า
หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต
ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย
ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้
ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย
เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!
เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า
ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง
สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ
เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น
หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ
ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด
หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ
ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ
ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน
เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป
กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล
ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา
ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น
เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด
เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา
เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น
เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป
พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา
เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ
ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา
เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร
จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป
จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น
และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ
พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2
แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก
ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม
ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ
ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ
จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน
เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก
หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว
ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด
^_^ คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ ญาติ
, เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง
ถึงเวลาก็มาเจอกัน
เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่
ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง
เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้
ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ^_^

จริงเหมือนกันเนอะ....
เค้าเล่าว่า....
- ผู้หญิงอ้วนมักจะนิสัยดี
- ผู้หญิงหน้าตาดีมักจะมีแฟนเป็นทอม
- ผู้หญิงน่ารักแฟนมักจะไม่หล่อ
- ผู้หญิงที่แฟนหล่อจำเป็นต้องรวย
- ผุ้หญิงอยากรวยต้องมีแฟนคราวพ่อ
- ผู้หญิงช่างจ้อมีแฟนมากมาย
- ผู้หญิงขี้อายมักเซ็กส์จัด
- ผู้หญิงอวบอัดมักทำศัลยกรรม
เค้าเล่าว่า....
- ผู้ชายนิสัยดีมักจะขี้เหร่
- ผู้ชายที่หล่อมักไม่สุภาพ
- ผู้ชายที่ทั้งหล่อ และสุภาพ มักเป็นเกย์
- ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ และไม่ใช่เกย์ มักแต่งงานแล้ว
- ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อ และนิสัยดี มักไม่มีสตางค์
- ผู้ชายที่หล่อ นิสัยดีและมีสตางค์มักจะคิดว่าเราเห็นแก่สตางค์ของเขา
- ผู้ชายที่หล่อ แต่ไม่มีสตางค์ มักจะเห็นแก่สตางค์ของเรา
- ผู้ชายที่หล่อและเป็นชายแท้ แต่นิสัยไม่ดี มักจะคิดว่าเราไม่สวยพอ
- ผู้ชายที่เห็นว่าเราสวย และเหมาะกับเขา มักเป็นคนขาดความมั่นใจ
- ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ มีฐานะ และเป็นชายแท้ มักจะขี้อายและกลัวการเริ่มต้น
- ผู้ชายที่กลัวการเริ่มต้น มักเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ
เค้าเล่าว่า....
- ผู้หญิงเก่งมักชอบบงการ
- ผู้หญิงเก่งที่ไม่ชอบบงการ มักเสแสร้งเฉพาะช่วงแรกๆ
- ผู้หญิงสวยมักจะโง่ แต่ผู้หญิงโง่ๆ มักจะรวย
- ผู้หญิงที่ไม่โง่ และรวย มักไม่ยอมแต่งงาน
- ผู้หญิงที่ไม่โง่ ไม่รวย และไม่ยอมแต่งงาน มักชอบคนมีครอบครัวแล้ว
เค้าเล่าว่า....
- สมัยหนุ่มๆ ผู้ชายมักทุ่มเทเวลา ทำงานหนักจนลืมภรรยาสาว เพราะต้องการจะสร้างเนื้อสร้างตัว พอสร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้ว เขาก็จะลืมภรรยาแก่ๆเพราะต้องการทุ่มเทเวลาให้กับอีหนูสาวๆ
เค้าเล่าว่า...
- ผู้ชายที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง จนกว่าจะมีผู้หญิงสักคนมาเชื่อมั่นในตัวเขา หลังจากนั้น เขาก็จะเชื่อมั่นมากพอ จนกล้าทิ้งผู้หญิงคนนั้น เพื่อจะไปหาผู้หญิงคนใหม่ มาเชื่อมั่นในตัวเขาอีกครั้ง
เค้าเล่าว่า....
- ผู้หญิงที่ดีมีแฟนคนเดียว
- ผู้หญิงเก่ง คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามี และเก็บไว้ใช้เองคนเดียว
- ผู้หญิงฉลาด คือผู้หญิงที่หาเงินได้น้อยกว่าสามี และเก็บเงินของสามีไว้ใช้คนเดียว
- ผู้หญิงอัจฉริยะ คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามี ใช้เงินของสามี...และเก็บมรดกของสามีไว้ใช้คนเดียว
- ผู้หญิงยอดอัจฉริยะ คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามี ใช้เงินของสามี เก็บมรดกสามีเอาไว้ แล้วเริ่มหาสามีใหม่

ความแตกต่างของนรก-สวรรค์
อ่านจบแล้วแน่ใจว่าคงทำให้ผู้อ่านยิ้มได้อย่างแน่นอน
ลองไปอ่านกันดูแล้วน่าจะได้ข้อคิดไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงกันได้บ้าง
เรื่องมีอยู่ว่า มีชาวเดนมาร์กคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่บ้านในเวลากลางคืน
มีนางฟ้าลงมาหาเขา ชวนให้ไปเที่ยวสวรรค์กับนรก เขาก็ตกลงไปด้วย นางฟ้าพาไปที่ที่หนึ่งแล้วบอกว่า
ถึงนรกแล้ว ที่นั่นเป็นห้องใหญ่ๆ มีโต๊ะยาวๆ
บนโต๊ะมีอาหารที่ประณีต อร่อย มีคุณค่าทุกประเภท มีคนนั่งอยู่หลายคน นางฟ้าก็บอกว่า
นี่สัตว์นรก คนเหล่านั้นนั่งมองอาหารที่น่ากินที่สุดในโลกแต่ตัวเขาผอมเหลืองน่าสงสาร
นางฟ้าบอกว่าที่นี่อนุญาตให้กินอาหารดีๆ ได้
แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้มือหยิบ ต้องใช้ช้อนที่ยาว 1 เมตร ตักอาการกินเท่านั้น เวลาจะใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากตัวเองคนที่นรกก็ตักไม่ถึงสักที อาหารที่อร่อยหกลงบนพื้นเกือบหมด เขาเลยมีความวุ่นวายเดือดร้อนมาก พยายามตักอาหารเท่าไรก็ไม่ถึงปาก จึงผอมโซเพราะอดอาหารทั้งที่อยู่ใกล้ชิดอาหารที่อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ไม่สามารถเอาเข้ามาถึงปากของตนเองได้
นางฟ้าพาไปอีกห้องหนึ่งแล้วบอกว่า ถึงสวรรค์แล้ว
ห้องที่ 2 นี้มีลักษณะเช่นเดียวกับห้องแรกทุกประการ
มีโต๊ะอาหารยาวๆ อาหารประณีตหลายๆ อย่างเหมือนกันกับห้องนรก มีเก้าอี้รอบ
มีคนนั่งอยู่หลายคน นางฟ้าบอกว่า นี่เทวดาบนสวรรค์
แต่แปลกที่คนบนสวรรค์นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสอ้วนท้วนสมบูรณ์สบาย ดูว่าเขากินอาหารอย่างไร
ทั้งๆ ที่เขาก็ต้องใช้ช้อนยาว 1 เมตรเหมือนกับที่นรก เอ...ทำไมมันไม่เหมือนที่นรก?
ทำไมคนที่นี่สนุกสนานแจ่มใสร่าเริง แข็งแรง
พอดูดีๆ อ้อ! เห็นวิธีของชาวสวรรค์
คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนตรงข้าม
คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนข้างนี้ ก็เลยได้กินกันทุกคน อยู่อย่างสุขสบาย
สรุปว่า ที่นรกนั้น...คนคิดแต่จะได้อย่างเดียว คิดแต่เรื่องความสุขของตัวเอง คิดแต่ว่าเราจะได้อาหาร ได้สิ่งที่เราชอบ โดยไม่คิดถึงคนอื่น แต่ที่สวรรค์นั้น...มีการช่วยเหลือกัน มีความรักสามัคคีกัน คำนึงถึงความสุขของคนอื่นด้วย จึงก็ได้รับความสุขทั่วถึงกันทุกคน

บัตร ป.ช.ช. สมาร์ทการ์ด ดีเกินเหตุ
นับตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยออกบัตรประจำตัวประชาชนชนิดใหม่ ที่เรียกกันว่าสมาร์ทการ์ดนั้น เดี๋ยวนี้บัตรเดียวใช้ได้ทุกอย่าง บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีถูกยกเลิก บัตรรักษาพยาบาลไม่ต้องมี ไม่ว่าคุณจะอยู่ในโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคหรือไม่ก็ตาม เรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นกับ บุญโฮม แต่ไม่แน่...อาจเกิดขึ้นกับคุณด้วยก็ได้
กริ๊งงงง....กริ๊งงงง.....กริ๊งงงง....กริ๊งงงง...
พนักงาน : สวัสดีค่ะ พิซซ่าเวิลด์ ดิฉันสายคนึง ยินดีรับใช้ค่ะ
บุญโฮม : ขอสั่งพิซซ่าหน่อยครับ
สายคนึง : กรุณาแจ้งเลขประจำตัวประชาชนของคุณหน่อยค่ะ
บุญโฮม : อืม์ม์ม์...เดี๋ยวๆ.. ถือสายรอสักครู่ อ้าาา...8 897 100 354 28 64
สายคนึง : คุณบุญโฮม ใช่ไหมคะ? คุณอยู่บ้านเลขที่ 39/7512 ซอยวิภาวี 47 แขวงทุ่งกาหลง เขตดอนกรุง หมายเลขโทรศัพท์บ้าน 0299765651 หมายเลขที่ทำงาน 0201184927 เบอร์มือถือ 07-98052473 คุณโทรมาจากบ้านใช่ไหมคะ?
บุญโฮม : เอ๊ะ นี่คุณรู้ได้อย่างไร? รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลของผมด้วย
สายคนึง : สายโทรศัพท์ของเราเชื่อมกับระบบฐานข้อมูลแห่งชาติค่ะ
สายคนึง : ขอโทษ คุณจะสั่งอะไรคะ?
บุญโฮม : ขอสั่งพิซซ่าทะเลสองถาด
สายคนึง : ไม่ได้ค่ะ นโยบายเราจะไม่ยอมให้ลูกค้าสั่งสิ่งที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกค้า ตามประวัติแล้ว คุณไม่เพียงแต่แพ้อาหารทะเล แต่คุณยังมีความดันโลหิตสูงและมีระดับฆอเรสเตอรอล สูงเกินเกณฑ์อีกด้วย
บุญโฮม : อะไรนะ? แล้วผมจะกินอะไรได้นี่?
สายคนึง : ดิฉันขอเสนอพิซซ่าสมุนไพร ดิฉันเชื่อว่าคุณต้องชอบแน่ๆเลย
บุญโฮม : คุณรู้ได้อย่างไรว่าผมต้องชอบ?
สายคนึง : ก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วคุณยังไปยืมหนังสือ สมุนไพรไทย และ สมุนไพรยาอายุวัฒนะ จากหอสมุดแห่งชาติ นี่คะ
บุญโฮม : เอาล่ะๆ ผมยอมแพ้ ขอพิซซ่าสมุนไพรสองถาด เป็นเงินเท่าไหร่ครับ?
สายคนึง : สองถาดกำลังดีสำหรับคุณ ภรรยา และลูกสาวสองคน ทั้งหมด 540 บาทค่ะ
บุญโฮม : คุณรับบัตรเครดิตหรือเปล่า?
สายคนึง : ปกติเรารับบัตรเครดิตค่ะ แต่วันนี้เราขอโทษที่รับบัตรเครดิตคุณไม่ได้ เพราะคุณใช้เต็มวงเงินแล้ว นอกจากนั้น คุณยังมียอดหนี้ ค้างจ่ายตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้วอีก 24,754 บาท นี่ไม่รวมค่าผ่อนบ้านที่ยังค้างชำระ อีกสองเดือน ดังนั้นออร์เดอร์นี้คุณต้องชำระเป็นเงินสดค่ะ
บุญโฮม : อย่างนั้นผมจะไปกด เอทีเอ็ม เตรียมเงินสดไว้จ่ายตอนเด็กมาส่งพิซซ่า
สายคนึง : ดิฉันคิดว่าวันนี้คุณกดไม่ได้แล้วค่ะ เพราะคุณกดครบจำนวนเงินที่กำหนดแล้ว
บุญโฮม : เอาเถอะๆ คุณให้เด็กมาส่งเดี๋ยวนี้เลย ผมมีเงินสดจ่ายให้ก็แล้วกัน คาดว่าอีกนานเท่าไหร่?
สายคนึง : ประมาณ 40 นาฑีค่ะ แต่ถ้าคุณรอไม่ไหว คุณจะขี่มอเตอร์ไซค์มารับเองก็ได้นะคะ
บุญโฮม : หา... คุณว่าอะไรนะ?
สายคนึง : ก็คุณมีมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าอาร์เอฟ120 หมายเลขทะเบียน มยว 093 อยู่นี่คะ ถ้าคุณมารับเองจะเร็วกว่าค่ะ
บุญโฮม : โอเคๆ แล้วโค้ก สองกระป๋องที่จะแถมตามโปรโมชั่นยังมีอยู่หรือเปล่า?
สายคนึง : ตอนนี้เรายังแถมอยู่ แต่ขอโทษค่ะ เราคงแถมให้คุณไม่ได้ เพราะคุณมีประวัติเป็นเบาหวานเรื้อรัง
บุญโฮม : ปุดโธ่ไว้ย
จะเอายังไงกันเนี่ย
สายคนึง : ขอโทษค่ะ คุณใช้คำไม่สุภาพอีกทั้งๆที่เคยถูกภาคทัณฑ์จากศาลเมื่อ 13 มิถุนายน 2547 ในคดีมีปากเสียงกับเพื่อน
บุญโฮม : ?????

เรื่องเล่าจากในวัง....แล้วคุณจะรัก'ในหลวง'
ผมมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังอยู่เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์เกิดที่จังหวัดตาก เมื่อพระเทพทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฏรตามที่ต่างๆ และได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมประชาชนในตลาดสดและถามความเป็นอยู่กับบรรดาแม่ค้าในตลาด แต่ก็มาถึงแม่ค้าปลา ซึ่งพระองค์ทรงตรัสถามว่า "ปลาพวกนี้ขายอย่างไงจ๊ะ" แม่ค้าตอบว่า "ที่สวรรคตแล้ว กิโลละ 40 บาท และที่เสด็จไปเสด็จมากิโลละ 80 บาทจ๊ะ" เหตุการณ์นี้ ทำให้ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จหัวเราะกันทุกคน
เช้าวันหนึ่ง เวลาประมาณ 7 โมงเช้า นางสนองพระโอษฐ์ ของฟ้าหญิงองค์เล็ก ได้รับโทรศัพท์เป็นเสียงผู้ชาย ขอพูดสายกับฟ้าหญิง ทางนางสนองพระโอษฐ์ ก็สอบถามว่าใครจะพูดสายด้วย ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า คนที่แบงก์ นางสนองพระโอฐก็ งง...งง ว่าคนที่แบงก์ทำไมโทรมาแต่เช้า แบงก์ก็ยังไม่เปิดนี่หว่า แต่ พอฟ้าหญิงรับโทรศัพท์แล้วถึงได้รู้ว่า คนที่แบงก์น่ะ ก็ที่แบงก์จริงๆนะ ไม่เชื่อเปิดกระเป๋าตังค์ แล้วหยิบแบงก์มาดูสิ ... ขนลุกเลย (ทรงตรัสกับในหลวงท่านอยู่นั่นเอง)

ชายตาบอดกับหมาคู่ใจ
มีชายตาบอดคนหนึ่งเดินไปตามถนนโดยมีสุนัขคู่ใจนำทาง พอถึงสี่แยกที่มีรถพลุกพล่าน สุนัขเจ้ากรรมกลับเดินดุ่ยๆไปในถนนที่มีรถวิ่งขวักไขว่ ชายตาบอดไม่รู้เรื่อง ก็เดินตามไป ปรากฏว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องเหยียบเบรคกันเอี๊ยดอ๊าด แถมบีบแตรกันดังสนั่นกันไปทั่วทั้งถนน จนแสบแก้วหู เดชะบุญ ที่คนตาบอดและสุนัขคู่ใจก็สามารถเดินข้ามถนนไปได้อย่างปลอดภัย หลังจากยืนสูดหายใจอยู่พักใหญ่ ชายตาบอดก็เอามือล้วงหยิบขนมปังแผ่นโตออกมาจากกระเป๋า และยื่นให้สุนัขคู่ใจ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ ก็เกิดความสงสัย จึงเดินตรงรี่เข้าไปถามชายตาบอดว่า
ผู้ที่เห็นเหตุการณ์: นี่ท่านยังจะให้รางวัลเจ้าสุนัขตัวนี้อีกรึ มันเกือบจะทำให้ท่านต้องบาดเจ็บนะ
ชายตาบอดทำท่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วตอบว่า: ผมเพียงแต่อยากจะรู้ว่า หัวมันอยู่ตรงไหน จะได้ตบหัวมันได้ถูก
ผู้ที่เห็นเหตุการณ์: ???????

เหมือนเด็กทารก
ช่วงที่ตลาดหุ้นในอเมริการ้อนแรงมาก ขึ้นไปทำสถิตติใหม่หลายครั้ง แต่ในขณะเดียวกัน การขึ้นเร็วลงเร็วของมันก็ทำให้นักลงทุนรายย่อยประสาทเสียได้เหมือนกัน
นักลงทุนรายหนึ่งเดินเข้าไปหาที่ปรึกษาทางการเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง หลังจากที่ปรึกษาปัญหาการลงทุนจนเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็ถามที่ปรึกษาว่า เป็นกังวลกับสถานการณ์ตลาดหุ้นบ้างหรือเปล่า
ที่ปรึกษาตอบ: โอ๊ย..ผมนอนหลับเหมือนเด็กทารกเล้ย
นักลงทุนถามอย่างประหลาดใจว่า: จริงอ่ะ ในสภาพตลาดหุ้นที่ผันผวนอย่างนี้ เนี่ยน่ะ
ที่ปรึกษาตอบ: จริงซี่..ผมหลับได้ 2 ช.ม. แล้วก็ตื่นมาร้องไห้อีก 2 ช.ม. สลับกันทั้งคืน
นักลงทุน: ????

เคยตัว
เด็กน้อยลูกมหาเศรษฐีระดับโลก คนหนึ่งใช้ชีวิตเติบโตท่ามกลางกลุ่มบอร์ดี้การ์ด กับคำพร่ำสอนของพ่อที่ว่า ไปไหนก็ต้องมีคนอารักขา มิฉะนั้นเจ้าจะมีชะตาชีวิตดั่งเช่นเด็กรวยๆที่ถูกจับไปเรียกค่าไถ่ทั้งหลาย ว่าแล้วก็เปิด V.D.O. ให้ลูกดูทุกเช้าเย็นเกี่ยวกับการจับเด็กไปเรียกค่าไถ่
ใกล้เทศกาลคริสมาสในปีหนึ่ง เด็กรวยรายนี้ก็อยากจะได้จักรยานจากเซนตาคลอส จึงลงมือเขียน จ.ม. ถึงลุงแซนต้าทันที มีใจความว่า ถึงลุงแซนต้า ผมอยากได้.. เขาเขียนได้แค่นี้ ก็ฉีกจดหมายทิ้ง แล้วเขียนใหม่ว่า ถึงไอ้หนูแซนตาคลอส ข้าอยากได้ ..
แล้วเขาก็ฉีกทิ้งอีกเพราะยังไม่ถูกใจ หลังจากที่คิดสักพัก เด็กน้อยก็เอาตุ๊กตากวางแรนเดียร์ ออกมา เอากรรไกรตัดหูข้างหนึ่งใส่ในซอง จ.ม. แล้วเขียนว่า ถึงไอ้หนูแซนต้า ถ้าแกอยากจะเห็นกวางของแกอีกหล่ะก็..เอาจักรยานมาให้ข้าซะดีๆ ฮ่ะๆๆๆ

นักต่อรองมืออาชีพ
ณ ร้านหมอฟันแห่งหนึ่งในประเทศอเมริกา มีคนไข้ที่เป็นนักต่อราคาเข้ามาในร้าน
คนไข้: หมอครับ ถ้าผมจะถอนฟัน 1 ซี หมอคิดเท่าไรครับ
หมอฟัน: ซีละ 100 เหรียญ หมอตอบ
คนไข้: โอโฮ.. คนไข้โวย ถอนฟันซีเดียว ใช้เวลาแค่ 2-3 นาที หมอคิดตั้ง 100 เหรียญเชียวรึหมอ
หมอฟัน: ก็แล้วแต่คุณครับ หมอยิ้ม จะให้ถอนซีเดียวครึ่ง ช.ม. ก็ได้ ถ้าชอบ
คนไข้: ??????

เนื้อตุ๋นเป็นเหตุ
คืนหนึ่ง ขณะที่สามี-ภรรยาคู่หนึ่งกำลังหลังสบายที่ห้องนอน จู่ๆ ภรรยาก็เขย่าแขนสามีที่กำลังหลับสนิทให้ตื่นขึ้นมากลางดึก
ภรรยา: ที่รัก ตื่นเร็วๆ
สามี: อะไรกันจ๊ะที่รัก สามีตอบอย่างงัวเงีย
ภรรยากระซิบ: คุณได้ยินเสียงอะไรไหม เหมือนมีคนอยู่ในครัวเราเลย ฉันว่า มันกำลังขโมยกินเนื้อตุ๋นที่ฉันทำไว้ตั้งแต่เมื่อตอนเย็นแน่เลย
สามีล้มตัวลงนอนตามเดิม แล้วหันหลังให้พร้อมกับพูดว่า ช่างหัวมันเหอะ หัวขโมยอย่างนี้ควรได้รับบทเรียนที่สาสม กินเนื้อตุ๋นของคุณเข้าไป รับรองว่า มันจะเข็ดไปอีกนาน
ภรรยา: ????

หลวงตากับเจ้าแกละ
เช้าวันหนึ่งก่อนที่หลวงตาจะออกไปบิณฑบาตพอดีเห็นใบไม้ร่วงอยู่เต็มลานวัด ท่านจึงบอกเจ้าแกละให้ไปกวาดลานวัด เพื่อญาติโยมเวลามาทำบุญเห็นลานวัดสะอาดสะอ้านจะได้สบายอก
สบายใจ
พอหลวงตาบิณฑบาตกลับมาก็พบว่าที่ลานวัดยังไม่ได้กวาดแต่อย่างใด หลวงตาจึงเรียกเจ้าแกละมาถามว่า
หลวงตา : นี่..เจ้าแกละ ฉันบอกให้แกช่วยกวาดใบไม้ลานวัด ทำไมแกไม่ยอมกวาดล่ะ
เจ้าแกละ : โธ่.. จะกวาดไปทำไมหลวงตา กวาดแล้ว เดี๋ยวใบไม้มันก็ร่วงอีก *
หลวงตาได้ฟังเจ้าแกละเถียงก็ไม่ว่าอะไร หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากที่พระทุกรูปฉันอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาของศิษย์วัดที่จะได้รับประทานอาหารกันบ้าง บรรดาศิษย์วัดทั้งหลายรวมทั้งเจ้าแกละ ต่างช่วยกันยกสำรับกับข้าว มาตั้งที่กลางโรงฉัน ในขณะที่ทุกคนกำลังจะลงมือรับประทานอาหารอยู่นั่นเอง ก็ได้ยินเสียงหลวงตาพูดดัง ๆ ขึ้นมาว่า
หลวงตา : เฮ้ยๆ ทุกคนกินข้าวกันได้ ยกเว้นเจ้าแกละคนเดียวไม่ต้องกิน
เจ้าแกละ : อ้าว ! ..หลวงตา ถ้าไม่ให้ผมกิน ผมก็หิวแย่สิครับ
หลวงตา : เอ็งจะกินไปทำไมวะ กินแล้วเดี๋ยวตอนเที่ยงเอ็งก็หิวอีก *
เจ้าแกละ : ?!?!

โชคสองชั้น
คนสี่คนนั่งรถไฟไปด้วยกัน (คงนึกออกนะครับ ที่นั่งด้านละสองที่ สองอันหันหน้าชนกัน มีหน้าต่างอยู่ตรงกลางน่ะครับ) คู่หนึ่งเป็นหญิงสาวนั่งมากับยายของเธอ อีกด้านหนึ่งเป็นผู้หมวดหนุ่มนั่งมากับผู้กองผู้บังคับบัญชาของเขา เมื่อรถไฟแล่นผ่านอุโมงค์แห่งหนึ่ง ท่ามกลางความมืด มีเสียงจูบดังฟอดขึ้นครั้งหนึ่ง ตามด้วยเสียงตบดังเพียะ เมื่อรถไฟออกจากอุโมงค์ ทุกคนนั่งเงียบไม่มีใครพูดอะไรสักคำ แต่ในใจของทุกคนก็คิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป แม่สาวน้อยรู้สึกตื่นเต้น เธอประทับใจที่ผู้หมวดหนุ่ม ที่เธอแอบปิ๊งตั้งแต่แรกเห็น ช่างรู้จักหาจังหวะขโมยจูบเธอ แต่ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมยายของเธอจะต้องตบหน้าเขาด้วย คุณยายของแม่สาวน้อยรู้สึกตกใจ ที่ไอ้หนุ่มช่างบังอาจขโมยจูบหลานสาวของเธอซึ่งๆหน้า แต่ก็ยังรู้สึกดี ที่หลานสาวได้ตบเขากลับเป็นการสั่งสอนด้วย ผู้กองรู้สึกภูมิใจในลูกน้องตัวเองที่รู้จักหาโอกาส เหมือนกับตัวเขาเมื่อสมัยหนุ่มๆไม่มีผิด แต่ก็สงสัยว่าทำไมยายของแม่สาวน้อย ถึงต้องตบหน้าตัวเขาเองด้วย ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวอะไรเลย
ผู้หมวดหนุ่มรู้สึกเบิกบานใจเป็นที่สุด วันนี้เขาพบโชคสองชั้นใต้อุโมงค์ฟรีๆ ได้จูบสาวสวย แถมถือโอกาสตบหน้าเจ้านายได้ฟรีๆทีหนึ่งอีกต่างหาก!!!

มือถือนี้ของใคร?
วันนึงผมไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ใกล้ที่ทำงาน ขณะที่อยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่นั้น ก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ผมหันไปมอง เห็นชายคนนึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นรับสาย และนี่คือบทสนทนาของเขา
"ฮัลโหล
"หวัดดีค่ะที่รัก ยังอยู่ที่ฟิตเนสเหรอคะ
ใช่จ้ะ
ดีจัง ดาวก็ยังอยู่ที่เซ็นทรัลเลยค่ะ เจอเสื้อตัวนึงซ้วยสวย ดาวอยากได้จัง ขอซื้อนะคะ
แล้วราคาเท่าไหร่ล่ะจ๊ะ
สองหมื่นกว่าเองค่ะ
ก็เอาสิ ถ้าคุณชอบนะ
แล้วชั้นล่างเค้าเอาบีเอ็มรุ่นใหม่มาโชว์ สวยมากเลยค่ะ ดาวคุยกับเซลส์แล้ว เค้าบอกถ้าจองวันนี้เค้าจะให้ราคาลดพิเศษสุดเลย
เขาให้ราคาเท่าไหร่ล่ะ
สี่ล้านสองเอง
โอเค แต่บอกเขาว่าราคานี้ต้องฟูลออปชั่นนะ
ดีใจจังเลย แต่ยังมีอีกอย่างค่ะ
อะไรล่ะ
คุณอย่าหาว่าดาวยุ่งไม่เข้าท่าเลยนะคะ เมื่อเช้าดาวขับรถผ่านบ้านที่เราเคยไปดูกันเมื่อสองเดือนที่แล้ว
ตอนนี้เขากำลังมีโปรโมชั่น ลดราคาลงมาตั้งเยอะแน่ะค่ะ
เท่าไหร่ล่ะ
ยี่สิบห้าล้านถ้วน แถม
เงินไม่ใช่น้อยเลยนะนั่น
แหมที่รักคะ ราคาเต็มเข้าตั้งสามสิบล้านเชียวนะคะ
ผมขอคิดดูหน่อยนะ
ที่รักคะ วันนี้โปรโมชั่นวันสุดท้ายแล้ว และสำนักงานขายเค้าก็กำลังจะปิดแล้วด้วย ตอนนี้เซลส์เขารอให้ดาวเขียนเช็คเงินมัดจำให้อยู่น่ะค่ะ
ก็แล้วแต่คุณละกัน
โอเคนะคะที่รัก วันนี้คุณน่ารักจังขอบคุณค่ะ บ๊ายบาย
เขาวางโทรศัพท์ไว้บนม้านั่งเหมือนเดิมแล้วถาม
ใครรู้บ้างครับว่าโทรศัพท์มือถือนี่ของใคร!!?

โจ๊กการเมือง
กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ณ ประเทศที่มีรอยยิ้มมากที่สุดในโลกที่สาม มีศาลาว่าการจังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งประชาชนมาติดต่อราชการกันมากมาย บรรดาพ่อค้าทั้งหลาย ต่างพากันยื้อแย่งแข่งขัน เพื่อสัมปทานขายอาหารที่นี่ และ...เนื่องจากเรื่องนี้เป็นนิทาน ทางจังหวัดจึงอยากให้การชิงสัมปทาน เป็นไปด้วยความยุติธรรม ดังนั้น งานประจำปีจึงถูกจัดขึ้น เพื่อให้ร้านค้ามาขายประชันกัน
น่าแปลกใจ ที่นับแต่อดีต ร้านที่มาแข่งขันต่างก็ขายแต่ "ข้าวมันไก่" ซึ่งทางจังหวัดไม่สามารถแก้ไขได้ แม้จะใช้มาตรการต่างๆ เช่น ตั้งกองทุน SMEข้าวหมูแดง หรือจัดสัปดาห์ข้าวหน้าเป็ด ถึงกระนั้น บรรดาพ่อค้าก็ยังคง ยืนยันจะขายข้าวมันไก่อยู่นั่นเอง
แล้วงานประจำปีก็มาถึง แต่ละร้านเตรียมตัวกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นร้าน "ความหวังไก่" ที่มีพ่อค้าเป็นทหารเก่าร้าน "รสชาติพัฒนา" ที่มีเจ้าของร้านสองคน ร้าน "ชาติไก่" ของพ่อค้าร่างสั้น ณ เมืองสุพรรณ และร้านตัวเต็งสองร้านคือ "ประชาไก่น่ากัด" ของอดีตครูประชาบาลลูกชาวบ้าน
กับอีกหนึ่งร้านใหม่ "ไก่รักไก่ (มหาชน)"
ไหนๆก็ไม่มีทางเปลี่ยนพ่อค้าเหล่านี้ให้ขายอาหารประเภทอื่นได้แล้ว ทางจังหวัดจึงอยากยกระดับข้าวมันไก่ ให้กลายเป็นของขึ้นหน้าขึ้นตาของจังหวัด พร้อมตั้ง "คณะกรรมการไก่ตอน" หรือ กกต. ขึ้นเพื่อควบคุมการแข่งขัน และตรวจสอบคุณภาพไก่ แต่แม้ว่า ก.ก.ต. จะทำงานอย่างจริงจัง คุณภาพของไก่ก็ยังแกว่ง บางครั้งมีการนำไก่ไม่ดีมาแขวนไว้เตรียมขาย ก.ก.ต. ก็ต้องสอยไก่ที่แขวนไว้ในร้านไปเก็บ แต่ถ้าเผลอ ทางร้านก็จะเอามาแขวนใหม่ ทำให้ต้องแขวน และสอยกันหลายรอบ
ร้าน"ประชาไก่น่ากัด" เป็นเจ้าของสัมปทานเก่าที่เข้ามารับสัมปทาน
ขณะเกิดวิกฤตศรัทธาข้าวมันไก่อย่างหนัก ซึ่งว่ากันว่าวิกฤตนี้ต้นเหตุน่าจะมาจากร้าน "ความหวังไก่" ที่ติดราคาไว้ 27 บาท แต่พอเรียกเก็บเงิน เจ้าของร้านจะบอกราคาด้วยนำเสียงอบอุ่น ดังคนแก่ที่ใจดีที่สุดในโลกว่า จานละ 59 บาทนะลูก นอกจากนี้ บรรดาลูกของเด็กเสิร์ฟยังชอบมากวนคนในร้าน ลูกค้าก็ไม่กล้าโวย เพราะเกรงเด็กเสิร์ฟปากร้ายนิสัยนักเลงคนนี้ ทำให้คนเข้าร้านน้อยลง และลูกจ้างก็พากันลาออก แม้ว่าเมียเจ้าของร้านจะพยายามอุ้มช้างบูชาราหู ก็ไร้ผล
ดังนั้นการเข้ามารับช่วงสัมปทานของร้าน"ประชาไก่น่ากัด" จึงถูกใจชาวบ้านร้านตลาดมาก เพราะเป็นร้านที่เปิดบริการมาหลายชั่วคน อีกทั้งเจ้าของร้านก็เป็นคนที่น่านับถือ สูตรน้ำจิ้มไก่ใส่น้ำผึ้งก็เด็ดขาด การค้าช่วงแรกจึงราบรื่นดี แต่ภายหลังค่าแก๊ส ค่าไก่ มีราคาสูงขึ้น กิจการเริ่มประสบปัญหา จำนวนไก่ต่อจานน้อยชิ้นลง จานชามแตกหักสกปรก พอถูกถาม เจ้าของก็บอกว่าไม่ทราบ เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสับไก่กับคนล้างจาน พอชาวบ้านถามคนสับไก่ก็จะได้คำตอบว่า จำนวนชิ้นไก่จะขึ้นอยู่กับกลไกตลาด ส่วนคนล้างจานก็บอกว่า ช้อนส้อมจานชาม เซ้งมาจากเจ้าของสัมปทานร้านที่แล้ว เจอไม้นี้เข้า ชาวบ้านก็ได้แต่ทำตาปริบๆ
การเปิดร้านของเถ้าแก่คนใหม่ ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีความหวังกับรสชาติที่แตกต่างออกไป ตามสโลแกนของร้านที่ว่า "คิดไก่ ทำไก่" เถ้าแก่คนใหม่ได้ปฏิวัติแนวทางการขายอย่างสิ้นเชิง มีการนำหลักวิชาการตลาดเข้ามาช่วย ทั้งการแบ่ง Market Segmentation และนำโปรโมชั่นต่างๆมาล่อใจ ไม่ว่าจะเป็นการ พักหนี้ข้าวมันไก่ 3 เดือนของลูกค้าเงินเชื่อ หรือกินไก่ทั้งตัว ตัวละ 30 บาท ผลก็คือ ทำให้ร้านนี้เป็นร้านที่คนเข้ามากที่สุดในงานประจำปี แม้จะมีข้อสงสัยว่า โปรโมชั่นเหล่านี้จะเอาเงินมาจากไหน แต่ได้ยินมาแว่วๆว่า เถ้าแก่ไม่สนใจหรอก แค่ได้สัมปทานข้าวมันไก่นี้ หุ้นร้านแกก็ขึ้นหลายหมื่นจุดแล้ว...

โอ้
พระเจ้า
ในสมัยย้อนหลังไป 10 ปี มีชายชราคนหนึ่งไปเที่ยวที่ชายหาดชะอำ ขณะกำลังเดินเล่นเลาะไปตามชายหาด ก็มีหญิงสาวสวยในชุดบิกินนี่ นอนอาบแดดที่ชายหาด ชายชราก็เดินเข้าไปหาหญิงสาวด้วยความมั่นอดมั่นใจ แล้วก็เอ่ยปากกระซิบถามว่า
"อีหนู ลุงขอจับนมหน่อยได้ไหม" ตาแก่ถามแล้วทำหน้าตากระลิ้มกระเลี่ย
"ไปให้พ้นนะ ตาแก่บ้ากาม" หล่อนด่าอย่างไม่แยแส
"ขอจับนมหน่อย เดี๋ยวให้เงินร้อยนึง" ตาแก่ยังไม่ลดความพยายาม
" ร้อยนึง? จะบ้าหรือไง ไปให้พ้น!! " หล่อนไล่อีก พูดแล้วก็เมินหน้าหนี
"ขอจับนมหน่อยเหอะน่า ให้ห้าร้อยเลยเอ้า" ตาแก่ต่อรอง อย่างมีความหวัง
"ไม่ได้ไปให้พ้น" หล่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรเลย
"งั้นพันนึง!"ตาแก่เพิ่มวงเงิน
หญิงสาวเริ่มรู้สึกลังเล แต่แล้วก็ได้สติ "บอกว่าไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่องหรือไง"
"งั้นให้ห้าพันเลยเอ้า ขอจับนมแค่นิดเดี๋ยวเท่านั้น" ตาแก่ทำตาละห้อยขอร้อง
หญิงสาวนึกในใจว่า เขาแก่มากแล้ว ดูท่าทางก็ไม่น่ามีพิษมีภัยอะไร อีกอย่างเงินห้าพันนี่ ในสมัยโน้นก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยบอกไปว่า "ก็ได้แต่ให้จับแค่แป๊บเดียวนะลุง" ว่าแล้วหล่อนปลดสายบิกินนี่ท่อนบนออก แล้วตาแก่ก็สอดมือเข้าไปถูนวด ลูบคลำเต้านมของหญิงสาว
ลูบพลางก็รำพึงว่า "โอ พระเจ้า ! โอ พระเจ้า! โอ พระเจ้า!" ไม่ขาดปาก
ด้วยความสงสัย หญิงสาวเลยถามว่า "ทำไมลุงต้องพูดว่า โอ พระเจ้า ! โอพระเจ้า! โอ
พระเจ้า! ด้วยล่ะลุง"
ตาแก่พึมพำตอบขณะที่มือยังลูบคลำบีบนวดเต้านมของหญิงสาว!โอ พระเจ้า โอพระเจ้า! โอ พระเจ้า ชาตินี้ลูกจะไปหาเงินห้าพันได้จากที่ไหน" ฮิๆๆๆๆ

มองโลกในแง่ดี
ผมมีเพื่อนผมคนหนึ่งชื่อสมชาย เขาได้รับการกล่าวขวัญเสมอว่า เป็นเจ้าของร้านอาหารที่ชอบมองโลกในแง่ดี และมีอารมณ์ดีตลอดเวลา ทุกครั้ง ถ้ามีใครถามเขาว่า ชีวิตเป็นอย่างไร ?
เขาจะตอบว่า "ถ้ามีแฝดอีกคน คงดีกว่านี้" ลูกน้องทุกคนรักในความเป็นผู้นำของเขา ถ้าลูกน้องคนไหนกำลังมีปัญหา เขาจะอยู่ใกล้ๆ และคอยปลอบให้รู้ว่า จะมองเห็นสิ่งที่ดีจากเรื่องร้าย ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างไร
วันหนึ่งผมอดสงสัยเรื่องนี้ไม่ได้ จึงถามเขาว่า
"เอ็งมีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่า ถึงได้มีอารมณ์ดีอย่างนี้ได้ตลอดเวลา?"
เขาตอบว่า "ทุกวันตอนเช้า เมื่อข้าถามตัวเองว่า วันนี้จะเลือกเป็นคนอารมณ์ดี หรืออารมณ์ร้าย ข้าก็จะเลือกข้อหนึ่งทุกที ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้น ข้ามีสิทธิที่จะเลือก ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ หรือเลือกเรียนรู้จากเหตุการณ์ ทุกครั้งที่มีใครบ่นให้ผมฟัง ข้ามีสิทธิ์เลือก ที่จะรับคำบ่น หรือชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ดีกว่า สุดท้าย ข้ามักจะเลือกด้านดีของชีวิตเสมอ"
ผมแย้งกลับไปว่า "แต่อะไรๆ ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นนะซิ"
เขาตอบว่า "ถูกต้อง ชีวิตคือการเลือก เมื่อเอ็งตัดสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป สุดท้ายจะเลือกแค่การเลือก เอ็งมีสิทธิที่จะเลือก ตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่า จะทำให้คนอื่นตอบสนองอารมณ์เอ็งได้อย่างไร เอ็งมีสิทธิเลือก ที่จะสบายใจ หรือหัวเสียตลอดเวลาได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่า เอ็งจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร ?"
หลังจากนั้นไม่นาน ผมได้รับข่าวร้ายว่า เพื่อนผมคนนี้ ถูกโจรที่เข้ามาปล้นร้านอาหารยิง และได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคยังดีที่มีคนมาพบ และนำส่งโรงพยาบาลทัน หลังจากการผ่าตัดนานกว่า 18 ชั่วโมงผ่านไป และนอนพักรักษาตัวเป็นเวลากว่าหนึ่งอาทิตย์ สมชายได้รับการปล่อยให้กลับบ้านได้ ในระหว่างที่ผมไปเยี่ยมสมชาย ผมถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ?
เขาตอบว่า "ถ้ามีแฝดอีกคน คงดีกว่านี้แน่"
เขาถามผมว่า อยากดูบาดแผลหรือเปล่า
ผมตอบว่า ไม่ แต่อยากรู้ว่า เขาผ่านเรื่องร้ายๆ อย่างนี้มาได้อย่างไร ?
สิ่งแรกที่ข้านึกได้คือ น่าจะล๊อคประตูหลังร้านไว้" สมชายตอบ
แต่หลังจากถูกยิง ขณะที่นอนอยู่บนพื้น ข้าบอกตัวเองว่า "ข้าเหลือทางเลือกเพียงสองทาง คือมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่ก็ตาย แน่นอนที่สุด ข้าเลือกที่จะมีชีวิตอยู่
"แล้วไม่รู้สึกกลัวบ้างเลยหรือ?" ผมถามต่อ
สมชายเล่าต่อไปว่า "พวกที่มาช่วยเก่งมาก พวกเขาบอกผมตลอดเวลาว่า ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างต้องเรียบร้อย แต่ระหว่างที่ข้าถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัด ข้ามองเห็นสีหน้าของหมอ และพยาบาลแล้ว ผู้รู้สึกได้จากสายตาของพวกเขาว่า
"ข้ากำลังจะตาย" เลยบอกตัวเองทันทีว่า "ต้องทำอะไรสักอย่าง"
"แล้วเอ็งทำอะไร ?" ผมถาม
ข้าก็คิดว่า โชคยังดี ที่ข้ายังมีลมหายใจ และพอจะมีแรงถามหมอว่า กระสุนโดนจุดสำคัญหรือเปล่าครับหมอ
หมอตอบว่า โชคยังดีที่กระสุนไม่โดนจุดสำคัญ แต่คงต้องตัดแขนออกไปข้างหนึ่ง เพราะเลือดไม่ได้ไปเลี้ยงที่แขนซ้ายนานกว่าชั่วโมง
แล้วเอ็งจะทำยังไง ผมถาม
สมชายก็ตอบว่า โชคยังดีที่ข้ายังเหลือแขนขวาอีกข้าง ทำให้ข้ามีกำลังใจต่อไป
พอดีมีนางพยาบาลคนหนึ่งตะโกนถามว่า แพ้อะไรหรือเปล่า ?"
สมชายก็ร้องออกมาทันทีว่า "หมอ หมอ ผมแพ้อยู่อย่างหนึ่งครับ"
ทั้งหมอ และพยาบาลหยุดชั่วขณะ จนห้องทั้งห้องเงียบกริบเพื่อรอฟังคำตอบ
ข้าหายใจเข้าลึกๆ และตอบไปว่า "ผมแพ้หัวลูกปืนครับ"
ทันใดนั้น ทุกคนก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นไปหมด
ต่อจากนั้น ข้าก็บอกหมอว่า ผมอยากมีชีวิตอยู่ ช่วยกรุณาผ่าตัดอย่างคนมีชีวิต ไม่ใช่อย่างคนที่ตายไปแล้ว"
ในที่สุดการผ่าตัดก็สำเร็จ หมอสามารถช่วยชีวิตของสมชายเพื่อนผมไว้ได้อย่างปาฏิหารย์ และสมชายก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข เพราะเขาเลือกที่จะคิดในสิ่งที่ดี
ข้อคิดจากเรื่องนี้ก็คือ
คุณมีสิทธิที่จะชื่นชมกับชีวิต ในขณะที่คุณกำลังมีชีวิตขมขื่นได้ ด้วยความคิดในแง่บวกของคุณเอง ถ้าคุณจัดการเรื่องนี้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากเสมอไป

ปลาไหลผัดเผ็ด
ทิดมีเป็นทิดสึกใหม่ คิดถึงพี่สาว ซึ่งอยู่กันคนละฟากนา จึงออกเดินทางตั้งแต่เช้า พอใกล้เพลมาถึงตลาด หิว เลยนั่งล่อก๋วยเตี๋ยวซะ 2 ชาม จากนั้นก็เดินลัดเลาะตามหัวคันนาไปถึงบ้านพี่สาว พอดีเที่ยง บ้านพี่สาวเป็นบ้านแบบเรือนไทยใต้ถุนสูง เจ้าทิดล้างตีนที่โอ่งข้างบันไดเสร็จ ก็เดินขึ้นบันได
ขณะนั้น พี่สาวกำลังปูเสื่อจะตั้งสำรับกินข้าวเที่ยง เสียงพี่สาวซึ่งหันมาเห็นเจ้าทิดเดินขึ้นมาแล้ว จึงถามไปว่า
ก็งั้นแหละ คิดถึงพี่ เลยแวะมาหา
พี่สาวจึงถามต่อไปอีกว่า
แล้วเอ็งกินข้าวมาหรือยังล่ะ
ด้วยความปากไว เลยตอบไปว่า
กินมาแล้วจ้ะพี่
พี่สาวก็ค่อย ๆ ยกสำรับออกมาตั้ง ยกหม้อข้าวออกมา และคดข้าวใส่จาน เจ้าทิดมองดูกับข้าว ที่พี่สาวกำลังจะกินหอมอร่อยน่ากิน จึงถามเปรยออกไปว่า
พี่ทำอะไรกินล่ะ
พี่สาวเริ่มเปิบข้าวกินตอบว่า
ผัดเผ็ดปลาไหลว่ะ
เจ้าทิดสะดุ้งเฮือก ตาย-า ปากหนอปากเรา ผัดเผ็ดปลาไหลนี่เป็นของโปรดที่สุด และอยากกินมาตั้งนานแล้ว วันนี้ที่จริงมีลาภปาก มาเจอพี่สาวเราผัดพอดี แต่ดันเสือกบอกไปว่า กินข้าวแล้ว
โอ้โฮ---คิดแล้วอยากจะเตะปากตัวเอง
เจ้าทิดนั่งคิดกระสับกระส่ายว่า จะทำอย่างไงดีวะ ถึงจะได้กินอ้ายปลาไหลผัดเผ็ด ยิ่งช้าเดี๋ยวพี่สาวกินหมด ก็เลยซวย
คิด ๆ ๆ ในที่สุด เจ้าทิดก็ดีใจหน้าบานที่คิดออก เลยออกปากถามพี่สาวไปว่า
เออ พี ๆ ๆ ตอนหัวปี เมื่อกี้นี้ตอนผมขึ้นบ้านมาน่ะ พี่ถามผมว่าไงนะ
พี่สาวเงยหน้าขึ้น คิดแป๊บหนึ่ง และตอบว่า
อ้าว ก็ถามว่า
เป็นไงมั่งวะ หลังสึกแล้ว สบายดีมั้ย
เจ้าทิดรีบปฏิเสธพัลวัน
ไม่ใช่ ๆ อีกคำว่าไงนะ
พี่สาวนิ่งแล้วตอบว่า
อ้อ เอ็งกินข้าวมาหรือยังล่ะ
เจ้าทิดยิ้มแป้น
เออ ใช่แล้ว ๆ ๆ ๆ
และตอบว่า
เออ---เอาซะหน่อยก็ดีนะพี่

นายพลกับอูฐ
ในกระบวนการฝึกหน่วยรบเดนตายของทั่วโลกแล้ว เห็นทีจะต้องยกให้เจ้าอเมริกันชาติเดียวมั้ง ที่มีการฝึกเอาเป็นเอาตาย และในบรรดาหน่วยฝึกพิเศษหลาย ๆ หน่วยนี้ ก็มีอยู่หน่วยหนึ่ง ที่ถูกส่งไปฝึกในทะเลทรายอันแห้งแล้งสุดโหด
วันหนึ่ง มีนายพลคนหนึ่งจะมาพักเยี่ยมค่ายฝึกนี้และมีกำหนดต้องพักแรมที่ค่ายนี้ 30 วัน พอถึงวันกำหนด นายทหาร ครูฝึก นายสิบจ่าสนาม ก็มาคอยตั้งขบวนรับ พอถึงเวลาเป๊ะ รถขบวนก็มาถึง และจอดกึกตรงที่จะต้อนรับ
นายพลทหารตัวใหญ่กำยำ อายุใกล้ ๆ 50 ก้าวลงมาอย่างกระฉับกระเฉง ตะเบ๊ะรับการต้อนรับและรายงานตัว และเดินตรวจสนาม ระหว่างที่เดินตรวจแถว ท่านนายพลมองดูเหล่าทหารที่แต่งตัวขะมุกขะมอม หน้าเกรียมแดด แต่ละคนยังกะออกมาจากสุสาน หลังจากสั่งเลิกแถวแล้ว ท่านก็มายืนอยู่หน้าเต็นท์ที่เขาจัดไว้รับรองท่าน มองไปรอบ ๆ ค่ายทหาร มันเว้งว้างมีแต่ลมกับทราย ท่านนายพลจึงหันไปถามนายสิบทหารที่ติดตามรับใช้ว่า
นายสิบ
ครับผม นายพล
เฮ้ย ที่นี่เวลาทหารที่พักฝึก เกิดอยากนอนกับผู้หญิง เขาทำยังไงวะ
นายสิบตอบว่า
ที่นี่เราใช้อูฐกันครับผม
ท่านนายพลยืนอึ้ง คิดในใจว่า กูก็ผ่านสนามรบและผจญภัย กับหลับนอนมาสารพัดแบบ กับอูฐยังไม่เคยเห็นใครใช้แทนผู้หญิงเลย มันจะเป็นยังไงกันวะ
ท่านเดินไปเดินมาในกระโจมจนมืด ท่านอดรนทนไม่ได้ เพราะท่านคิดว่า ถ้าเรามาในดินแดนแบบนี้ เราไม่ลองแบบที่เขาเป็นอยู่ จะเสียฟอร์ม
ใครถามว่าเคยลองอูฐไหม บอกไม่เคยจะเสียหมาเลยตัดสินใจเรียกสิบเวรองครักษ์เข้ามา และสั่งออกไปว่า
นี่สิบเวร อั๊วอยากนอนกับผู้หญิงแล้วละ
สิบเวรก็บอกว่า
เดี๋ยวผมจะไปเอาอูฐมาให้ครับผม
นายพลพยักหน้างึก ๆ แล้วสิบเวรก็วิ่งตั๊ก ๆๆ หายไป
สัก 10 นาที ก็นำอูฐค่อยนั่งและถอยเอาก้นเข้ามาในกระโจม และออกไปยืนคอยข้างนอก
ท่านนายพลเดินดูตูดอูฐอยู่ 3 รอบ ในที่สุดก็กัดฟันตัดสินใจถอดกางเกงเดินแก้ผ่าโทง ๆ ตรงไปที่ตูดอูฐ
นายสิบเวรเห็นว่านานแล้ว จึงเปิดกระโจมโผล่เข้ามา เห็นเข้าตกใจ รีบบอกว่า
ตาย - า ท่านครับ ที่ว่าเราใช้อูฐคือใช้ขี่ไปที่หมู่บ้านโน่น
ท่านนายพลรีบนุ่งกางเกง และนึกด่าในใจว่า
แหม---เกือบฉิบหายแล้วไหมล่ะกู ถ้ากูโดดเข้าไปฟันมัน ป่านนี้โดนมันเตะกระโ-กแตกป่นปี้แน่เลย

หาลำไพ่พิเศษ
ในหมู่บ้านทางภาคอีสานแห่งหนึ่ง มีเด็กชายที่ฉลาดและใฝ่รู้
ชื่อหนูจุ่น เป็นนักเรียนชั้นประถม ที่เรียนดี และเป็นลูกที่ดีของพ่อจวน
ในวันแรกของการปิดภาคเรียนฤดูร้อน หนูจุ่นก็เดินหน้าระรื่นไปบอกกับพ่อจวนว่า
หนูจุ่น: พ่อจ๋า ผมได้งานพิเศษทำในช่วงวันหยุดปิดเทอมแล้วหล่ะ
(เจ้าจุ่นทำหน้าอมยิ้ม ที่แฝงไปด้วย ความภาคภูมิใจ)
พ่อจวนพยักหน้ายิ้มและถามว่า
พ่อจวน: แล้วเอ็งจะไปทำงานพิเศษอะไร กับใครหรือว่ะ ไอ้จุ่น
หนูจุ่นหัวร่อกิ๊กๆแล้วตอบว่า
หนูจุ่น: น้ากำนัลเขาจ้างหนูไปกวาดใบไม้แห้งที่ใต้ต้นไม้หน้าบ้านของแกจ๊ะ ต้นละตั้ง 5 บาทแน่ะ ดีไหมจ๊ะพ่อ
พ่อจวนโบกมือไหวๆ ไล่หนูจุ่นออกไปและยิ้มอย่างมีความสุข เจ้าจุ่นก็ออกวิ่งตั๊กๆหายไปสักพัก
เวลาล่วงไป ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เจ้าหนูจุ่น ก็วิ่งตื๋อกลับมาบ้าน หน้าบานพร้อมชูเงินใบแดงๆ
ใบละ100 บาทหร๋ามาด้วย
หนูจุ่น: พ่อ..พ่อจ๋า หนูกลับมาแล้วจ้า
พ่อจวนมองดูหนูจุ่นอย่าง งงๆ และเห็นเงินใบแดงๆมาด้วย จึงตะโกนถามไปว่า
พ่อจวน: โอ้โฮ..เอ็งได้เงินมายังไงหาไอ้จุ่น ถึงได้เงินมาตั้ง 100 บาท สงสัยเอ็งไม่ต้องกวาดใบไม้ตั้ง 20 ต้นหรือวะไอ้จุ่น
หนูจุ่นยิ่มจนปากจะฉีกด้วยความภูมิใจก่อนจะตอบไปว่า
หนูจุ่น: ป่าวจ่ะพ่อ หนูไปกวาดใบไม้แห้งใต้ต้นไม้ที่ลานหน้าบ้านแค่ต้นเดียวเอง
พ่อจวนทำหน้าตาตื่นๆ
พ่อจวน: อะไรกันวะ ท่านกำนัลเขาใจดีให้เงินเอ็งกวาดต้นไม้ต้นเดียวตั้ง 100 บาทเชียวหรือวะ
หนูจุ่น: ป่าวจะพ่อ ตอนที่ผมกำลังกวาดใบไม้ไม่นาน หมาของน้ากำนัลก็วิ่งมากัด น้ากำนัลเลยให้เงินมา 100 บาทปลอบใจ ดีมั๊ยพ่อ ได้เงินมาแบบไม่ต้องเหนื่อยเลย
พ่อจวนทำหน้า งงๆ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี
.เฮ้อ

ใครเจ๋งกว่ากัน
ณ ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีคนที่มาทำการค้า-ขาย อยู่หลายชาติ
หลายภาษา นายอับราฮัม และนายลี่กง ซึ่งเป็นเพื่อนซี้กันมาหลายปี นายอับราฮัมเป็น
แขกขายผ้า งกมาก ไม่ว่าอะไร ก็จะคิดเป็นเงินเป็นทองไปหมด ส่วนนายลี่กง
เป็นคนทำงานรับจ้างทั่วไป ใครมาจ้างทำอะไร ก็รับหมด อดทน ขยันและตรงไปตรงมา
ทั้งคู่มีนิสัยเหมือนกันอยู่อย่างคือ เป็นคนที่ขี้เหนียว จนเป็นที่เรื่องลือกันทั้งหมู่บ้าน
วันหนึ่งนายลี่กงก็ชวนนายอับราฮัมไปนั่งที่ ร้านขายกาแฟในตลาด
พอเข้าไปในร้านกาแฟ นายลี่กงก็ถามอาแป๊ะเจ้าของร้านว่า
นายลี่กง: อาแป๊ะ กาแฟ แก้วละเท่าไร
อาแป๊ะ: แก้วละ 5 บาท
นายลี่กง: แล้วโอยั๊วะหล่ะ แก้วละเท่าไร
อาแป๊ะ: แก้วละ 4 บาท
นายลี่กง: แล้วน้ำชาหล่ะอาแป๊ะ
อาแป๊ะ: น้ำชาฟรี ไม่คิดตังหลอก
นายลี่กง: งั้นเอาน้ำชามากาหนึ่งก็แลวกังนะ อาแป๊ะ
อาแป๊ะก็ส่ายหน้าและก็คิดในใจว่า "ไม่น่าบอกว่า ฟรีเลย อั๊วเสียรู้มังอีกเลี้ยว"
นายลี่กงกับนายอับราฮัมก็นั่งกินน้ำชากัน อย่างมีความสุข สักพัก ทั้งคู่ก็ชวนกันไปที่ท้ายตลาด
กะว่าจะไป ดูเขาชนไก่กัน ระหว่างทาง ทั้งคู่ก็เจองูเหลือมตัวใหญ่สักสามศอกได้
ก็ช่วยกันจับ นายลี่กงก็เอาไม้ไล่ นายอับราฮัมก็เอาสุ่มไก่ที่ชาวบ้านวางทิ้งไว้
เอามาครอบงู
พอทั้งคู่จับงูเหลือมได้สำเร็จ ก็ดีใจ หัวเราะร่า สักพัก ทั้งคู่ก็หันมามองหน้ากัน
แล้วนายอับราฮัม ก็เริ่มพูดก่อน
นายอับราฮัม: อีนี้ ..ฉานเห็นงูก่อน งูจะต้องเป็นของฉานนะ
ฉานกะว่าจะเอางูไปเล่นกลในตลาด
นายลี่กง: อั๊วก็เห็งงูก่อง และถ้าไม่ล่ายอั๊วช่วยเอาไม้เขี่ย
ลื้อก็จับงูไม่ล่าย ฉะน้าน..งูต้องเป็นของอั๊ว
ทั้งสองเถียงกัยอยู่นาน ยังสรุปไม่ได้ บังเอิญนายฉุนเดินมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี
นายฉุน เป็นคนไทย ที่ใครๆในหมู่บ้านก็ให้ความนับถือ ก็ถามทั้งสองเกลอว่า
นายฉุน: มีอะไรกัน เห็นคุยกันเสียงเอะอะ จนถึงปลายทุ่งโน้น
นายลี่กง: ไม่ช่ายคุยกังหลอก ทาเลาะกังมากกว่า ก็ไอ้เรื่องงูตัวนี้น่ะซี่
อั๊วเห็นก่อง มังต้องเป็งของอั๊ว
นายอับราฮัม: อีนี่..ฉานก็เห็นก่อนนะนายจ๋า ฉานเป็นคนเอาสุ่มมาครอบมันไว้
มันต้องเป็นของฉานนะนาย
นายฉุนพอจะเข้าใจเรื่องราว ก็นิ่งคิดสักพัก ก็ได้ความคิดอันชาญฉลาด แล้วก็หันไปพูดกับ
ทั้งสองเกลอว่า
นายฉุน: เอายังงี้ ฉันมีความคิดที่ดี อย่างหนึ่ง ถ้าใครพูดคำว่า"งูเหลือม"
ได้ชัด คนนั้นก็เอางูไปเลย ทั้งสองเห็นว่าไง
นายลี่กงกับนายอับราฮัมก็พยักหน้าแล้วบอกว่า "อือ..ก็ยุติธรรมลี"
นายฉุน: เอาหล่ะให้นายลี่กงพูดก่อน
นายลี่กง: งูเหลียม
งูเหลียม
งูเหลียม
นายฉุนส่ายหน้า แล้วบอกว่า "ยังไม่ชัด" ทีนี้ก็ทีของนายอับราฮัม
นายอับราฮัมก็หายใจลึกๆแล้วพูดว่า
นายอับราฮัม: งู..ฮะ..เลื่อม งู..ฮะเลื่อม งู..ฮะเลื่อม
นายฉุน: ก็ยังไม่ชัดอยู่ดี เอางี้นะ ทั้งคู่ไปฝึกพูดคำว่างูเหลือมให้ชัดก่อนก็แล้วกัน
ส่วนงูเหลือมตัวนี้ฉันจะเก็บไว้ให้ก่อน
ทั้งสองคนก็ทำหน้างงๆ และก็พยักหน้า เดินจูงมือกันกลับบ้าน ระหว่างทางก็ยังฝึกพูด
งูเหลียม ..ไม่ช่าย ต้อง งู..ฮะเลื่อม
ไม่ซ่าย..ต้อง งูเหลียม
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ใครจะมาฉลาดกว่าพี่ไทย เป็นไม่มี.

|