|
วันมาฆบูชา
| |
ในปีหนึ่งๆ
นอกเหนือไปจากวันพระตามปกติแล้ว พุทธศาสนิกชนจะมีวันพระที่จัดเป็นวันสำคัญพิเศษอยู่อีก
3 วันคือวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา
ทั้งสามวันนี้ได้มีผู้เปรียบเทียบว่า
วันวิสาขบูชา อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ถือได้ว่าเป็น
วันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาครั้งแรก
เป็น วันพระธรรม และวันมาฆบูชา วันที่พระสงฆ์มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน
เพื่อรับฟังหลักการ อุดมการณ์ ตลอดจนวิธีปฏิบัติในการเผยแพร่พุทธศาสนาเป็น
วันพระสงฆ์
สำหรับวันมาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญ
เดือนมาฆะคือเดือน 3 หรือเดือน 4 ในปีที่มีอธิกมาส เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์
ซึ่งปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2548
ในสมัยโบราณก่อนที่จะมีพุทธศาสนานั้น
การบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะเป็นพิธีดั้งเดิมของศาสนาพราหมณ์
เรียกว่า ศิวาราตรี คือ เป็นการทำพิธีลอยบาปในแม่น้ำคงคา
และประกอบพิธีสักการบูชาพระเป็นเจ้าของพราหมณ์ ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ในเทวสถานต่างๆ
เมื่อพุทธศาสนาได้กำเนิดขึ้น พระภิกษุพุทธสาวกซึ่งมาจากวรรณะต่างๆ
มีทั้งวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ และวรรณะอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนทั้งสิ้น
เมื่อถึงวันเพ็ญมาฆบูชาได้เห็นพวกพราหมณ์ทำพิธีใหญ่
ซึ่งตนเคยทำมาก่อน ก็คงคิดว่าน่าจะทำอะไรทำนองนั้นบ้าง
จึงได้พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
และนี้เอง จึงได้ก่อให้เกิดเหตุที่ถือว่าอัศจรรย์ขึ้นในเวลาต่อมา
กล่าวคือนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลา 9 เดือน
(ตั้งแต่วันเพ็ญ เดือน 6 ถึง วันเพ็ญเดือน 3 ของอีกปี)
และเริ่มออกสั่งสอนเป็นเวลา 7 เดือน (สอนครั้งแรกคือไปโปรดปัญจวัคคีย์
เมื่อวันอาสาฬหบูชา คือวันเพ็ญเดือน 8 ในปีเดียวกับที่ตรัสรู้
) พระพุทธเจ้าได้ลูกศิษย์ คือพระภิกษุที่เป็นพระสาวกขณะนั้นกว่า
1,300 องค์ ซึ่งพระสาวกเหล่านี้ พระพุทธองค์ได้ทรงส่งออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ทรงค้นพบใหม่ไปยังเมืองต่างๆ
ส่วนพระองค์ประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวัน (ป่าไผ่) กรุงราชคฤห์
แคว้นมคธ ที่พระเจ้าพิมพิสารถวาย และถือเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา
ปรากฏว่าพระสาวกที่เดินทางมาเฝ้าโดยมิได้นัดหมายกันนี้มีถึง
1,250 องค์ ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ยิ่ง เพราะเหตุการณ์เช่นนี้
ตลอดพระชนมชีพของพระพุทธองค์มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ดังนั้น จึงได้กำหนดเรียกวันนี้ว่า วันจาตุรงคสันนิบาต
คือวันประชุมใหญ่ครั้งแรกและเป็นครั้งพิเศษ ด้วยเป็นวันที่ประกอบด้วยองค์
4 คือ
1.พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นพุทธสาวก
จำนวน 1,250 องค์มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย 2.พระพุทสาวกเหล่านี้ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา
คือพระพุทธเจ้าทรงประทานอุปสมบทด้วยพระองค์เอง 3.พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา
6 ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ หูทิพย์ กำหนดรู้ใจคนอื่นได้
และบรรลุอาสวักขยญาณคือญาณหยั่งรู้ธรรมที่เป็นที่สิ้นแห่งอาสวะหรือกิเลสทั้งหล
าย และ 4. วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เดือนมาฆ พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุดคือ เป็นเวลากลางคืน อากาศไม่ร้อน
ท้องฟ้าแจ่มใส
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะให้การมาครั้งนี้ของพุทธสาวกเป็นการประช
ุมพิเศษในการแสดงโอวาทปาติโมกข์เพื่อประกาศหลักการ อุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติในการเผยแพร่พุทธศาสนาให้นำไปใช้ได้ในทุกสังคม
ซึ่งเปรียบเสมือนธรรมนูญแห่งพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธทั้งหลายจะได้ยึดถือเป็นแม่บทสำหรับประพฤติปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
และยังเป็นแม่บทในการเผยแพร่พระพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้
โอวาทปาติโมกข์ที่ว่านี้
เป็นคนอย่างกับพระปาฏิโมกข์หรือศีล 227 ข้ออันเป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ
และพระภิกษุต้องลงโบสถ์ฟังทุกวันพระกึ่งเดือน ซึ่งโอวาทปาติโมกข์ที่พระบรมศาสดาแสดงในวันนั้น
ถือเป็นหลักธรรมคำสอนที่สำคัญ หรือเป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา
เลยทีเดียว
หลักธรรมดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ หลักธรรม 3 อุดมการณ์
4 และวิธีการ 6 อันได้แก่
หลักการ 3 ได้แก่ 1.การไม่ทำบาปทั้งปวง
ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจาและใจ 2.การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่
การทำความดีทุกอย่าง 3.การทำจิตใจให้ผ่องใส ด้วยการละบาปทั้งปวง
ถือศีลและบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา
จนถึงขั้นบรรลุอรหันตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง
อุดมการณ์ 4 ได้แก่ 1. ความอดทน
คือการอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ 2.ความไม่เบียดเบียน
คือ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวนหรือเบียดเบียนผู้อื่น
3. ความสงบ คือ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย วาจาและใจ 4.นิพพาน
คือ การดับทุกข์ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนา ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์
8
วิธีการ 6 ได้แก่ 1. ไม่ว่าร้าย
คือ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือโจมตีใคร 2.ไม่ทำร้าย คือ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3.สำรวมในปาติโมกข์ คือ ความเคารพระเบียบวินัย กติกา กฎหมาย
ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคม 4.รู้จักประมาณ คือ
รู้จักพอดี พอกินพออยู่ 5.อยู่ในสถานที่ที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่สงบและมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
6.ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือการฝึกจิต หมั่นทำสมาธิภาวนา
สำหรับหลักการ 3 ที่กล่าวข้างต้น
ถือได้ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นการสอนหลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องแก่พุทธศาสนิกชน
ส่วนอุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 นั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหลักครูหรือหลักของผู้สอนคือวิธีการที่จะนำไปปรับปรุงตัวใ
ห้เป็นกัลยาณมิตรทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งผู้ใดปฏิบัติได้นอกจากจะเป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว
ยังจะช่วยเผยแพร่พระศาสนาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ที่มา: www.manager.co.th
|
|
|