|
ประวัติความเป็นมาของวัดพระพิเรนทร์
เชิญร่วมทำบุญบริจาคซื้อหีบศพ
เพื่อศพพระภิกษุและ สามเณรที่มรณภาพ
จากโรงพยาบาลสงฆ์ และศพอนาภาณ วัดพระพิเรนทร์ สี่แยกวรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100โทรศัพท์สอบถามเพิ่มเติม 0-2221-4050 / 0-2222-1877
เนื่องด้วยวัดพระพิเรนทร์ ได้รับภาระศพพระภิกษุ
สามเณรที่มรณภาพจากโรงพยาบาลสงฆ์มาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัย หลวงพ่อพระเทพคุณาธาร เป็นเจ้าอาวาส
จนมาถึงเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันนี้ คือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระราชปริยัติเวที
( อุทัย อุทโย ป.ธ.๙ ) ก็ยังรักษาเจตนาเดิมเหมือนเจ้าอาวาสทุก ๆ รูปที่ได้ปฏิบัติมาโดยตลอด การบริจาคหีบศพหรือโลงศพนั้น ในปัจจุบันนี้ มีอยู่หลายที่หลายแห่งด้วยกัน
อาจพูดได้ว่าที่วันพระพิเรนทร์นั้น เริ่มมาก่อนใครก็ได้ เพราะเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยที่มีการก่อสร้างโรงพยาบาลสงฆ์
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ถึงปัจจุบันก็เป็นเวลานานกว่า ๕๕ ปี หลวงพ่อ พระเทพคุณาธาร
เจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ในยุคนั้น
ท่านเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่เป็ฯกรรมการก่อสร้างโรงพยาบาลสงฆ์
และท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการก่อสร้าง เพราะท่านมีความรู้ในเรื่องการก่อสร้างจึงได้รับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้างทั้งหมด
และเมื่อมีพระภิกษุและสามเณรที่อาพาธมารับการรักษาที่โรงพยาบาลมรณภาพ
เจ้าหน้าที่ติดต่อญาติไม่ได้ หรือติดต่อไปแล้วแต่ไม่มีการตอบกลับจากทางญาติ
ท่านก็ได้รับภาระอย่างหนึ่งซึ่งถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน
คือเมื่อมีพระภิกษุและสามเณรมรณภาพภายในโรงพยาบาลสงฆ์ ไม่มีญาติมาติดต่อขอรับศพ
ทางวัดขอรับภาระนำศพของท่านมาบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมและฌาปนกิจให้จนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อมีพระภิกษุและสามเณรมรณภาพปฏิบัติดังนี้ เมื่อพระภิกษุและ สามเณรมรณภาพที่โรงพยาบาลสงฆ์
ทางโรงพยาบาลจะเก็บไว้รอญาติมาติดต่อขอรับศพ ภายใน ๒๔ ชั่วโมง หลังจากนั้นแล้วทางโรงพยาบาลจะแจ้งมายังทางวัดให้ไปรับศพมาเก็บไว้
หลังจากนั้นถ้าญาติรู้ข่าวไปขอรับศพจากโรงพยาบาลทางโรงพยาบาลก็จะบอกให้มารับที่วัดพระพิเรนทร์ ทางวัดเองเมื่อรับศพมาแล้ว
ก็เก็บไว้รอญาติมารับ เป็นเวลา ๑
ปี เมื่อถึง วันที่ 13
เมษายน ( วันสงกรานต์ ) ของทุกปี ถ้าไม่มีญาติมาติดต่อขอรับศพ
ก็จะนำศพออกมาตั้งบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมและเผาเป็นศพพระภิกษุ
และสามเณรไม่มีญาติถือปฎิบัติมาเป็นประเพณีจนถึงทุกวันนี้ ที่มาของการตั้งตู้รับบริจาค เนื่องจากวัดพระพิเรนทร์นั้น
เป็นวัดที่มีประชาชนเข้ามาจัดงานบำเพ็ญกุศลและเผาศพกันเป็นประจำ หลวงพ่อจึง ได้ตั้งตู้รับบริจาคร่วมทำบุญเผาศพระภิกษุสามเณรไม่มีญาติและ
ศพอนาถา ( คนยากจน ) ไว้ที่สำนักงานฌาปนสถาน เพื่อให้ประชาชนที่ผ่านไปมาที่มีศรัทะา ได้ร่วมทำบุญด้วย
พอทางโรงพยาบาลมอบศพพระภิกษุสามเณรที่มรณภาพมาให้
ทางวัดก็ได้นำปัจจัยส่วนนี้ไปซื้อหีบศพ บางรายเป็นพระภิกษุ สามเณรมาจากต่างจังหวัด
มีญาติมาด้วยประสงค์จะสวดและเผาศพให้เสร็จแล้ว จึงได้นำเอาแต่อัฐิกลับบ้าน
แต่ไม่มีเงินทำศพ ก็เอาปัจจัยส่วนนี้ไปจัดบำเพ็ญกุศลศพให้ท่าน
เหตุและผลของการบริจาคหีบก็มีความเป็นมาอย่างที่ได้กล่าวมาเบื่องต้นนั้นแล การบริจาคหีบศพที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน การบริจาคหีบศพนั้นบางท่านบริจาคเต็มใบก็มี ในราคาใบละ 1,200
บาท บางท่านมา บริจาคตามกำลังศรัทธาก็มี
บางท่านบริจาคแล้วขอกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลด้วย บางท่านก็ไม่กรวดน้ำ
ส่วนมากบริจาคเป็นปัจจัย แต่บางรายบริจาคถวายให้เป็นลูกหีบ
การบริจาคเป็นปัจจัยจะได้ประโยชน์มากกว่า กว้างขวางกว่า
เพราะปัจจัยไม่ใช่แต่จะนำไปซื้อลูกหีบอย่างเดียว
ยังนำเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นได้อีก เช่น ค่าไฟฟ้าหรือจัดซื้อน้ำมัน ในการเผาศพพระไม่มีญาติ
และศพอานาถาได้อีกด้วย วิชาโหราศาสตร์เกี่ยวข้องด้วยได้อย่างไร วิชาโหราศาสตร์ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริจาคหีบศพได้
เพราะว่าได้มีอาจารย์โหราศาสตร์หลายท่าน มาบริจาคแล้วปรากฎว่าได้ผลดี
เพราะทำด้วยตัวเองก่อน และเมื่อได้ตรวจดวงชะตาหรือทำนายทายทักผู้ใดว่ามีเคราะห์หรือดวงไม่ค่อยดีก็จะแนะนำให้มาสะเดาะเคราะห์ด้วยการบริจาคหีบศพและนิมนต์พระทำพิธีสเดาะเคราะห์ให้ด้วยที่วัดพระพิเรนทร์แห่งนี้ บริจาคหีบศพ ถือว่าสะเดาะเคราะหืไปในตัวได้อย่างไร การบริจาคหีบศพนอกจากจะเป็นการ ทำบุญกับศพพระภิกษุสามเณรไม่มีญาติกับศพอนาถาแล้ว
ยังเป็นการสะเดาะเคราะห์อีกด้วย การสะเดาะเคราะห์ด้วยการบริจาคหีบศพ
หรือโลงศพนี้เกิดขึ้งครั้งแรกโดยการมีคนมาบริจาคเพื่อสะเดาะเคราะห์ด้วยการด้วยการบริจาคหีบ
หรือโลงศพนั้น เกิดขึ้นครั้งแรก โดยการมีคนมาบริจาค
เพื่อสะเดาะเคราะห์กันธรรมดา ต่อมาคนที่มาบริจาคได้ กล่าวว่า
มาบริจาคหีบศพน่าจะมีลูกหีบมาตั้งจะได้ดูสมจริงสมจัง
ทางวัดไม่ขัดจึงได้จัดลูกหีบมาตั้งไว้ต่อมาก็มีคนพูดอีกว่า
นำลูกหีบมาตั้งไว้อย่างนี้ก็ยังไม่สมจริงสมจัง ต้องทำพิธีคล้ายกับการเผาจริง ๆ
นิมนต์พระมา ๙ รูป พิจารณาผ้าบังสุกุล เลยถือปฎิบัติกันมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ การบริจาคหีบศพพร้อมทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ผู้ที่มีความประสงค์จะมาบริจาคหีบศพพร้อมกับทำพิธีสะเดาะเคราะห์สิ่งที่ต้องจัดเตรียมมาด้วย
คือ (๑) ดอกบัว ๕ กำ ๆ
ละ ๓ ดอก (๒) ธูป เทียน กล่องเล็ก ๕ กล่อง (๓) ผ้า ๔ ผืน (สงบหรือจีวรก็ได้ (๔) จัดปัจจัยไว้ ๔ ซอง (๕) ผ้าขาวกว้าง ๑ เมตร
ยาว ๒ เมตร ๑ ผืน (๖) สายสินจน์ม้วนเล็ก ๑ ม้วน ท่านที่ไม่สะดวกต่อการจัดซื้อหาจะมาขอบูชาที่วัดก็ได้ ท่านที่ต้องการทำพิธี ถ้าแจ้งให้ทราบก่อนก็จะเป็นการดี ทางวัดจะได้จัดเตรียมสถานที่ไว้ให้พร้อม เมื่อมาถึงแล้วให้ไปบริจาคซื้อหีบศพที่สำนักงานฌาปนสถาน แล้วเจ้าหน้าที่จะไปนิมนต์พระมา ๔ รูปเพื่อทำพิธีต่อไป ขั้นตอนการทำพิธีสะเดาะเคราะห์ (๑) จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย (๒) จุดธูปที่หน้าหีบ (๓) กล่าวคำอาราธนาศิลและรับศิล (๔) นำดอกไม้ ๑ กำ ให้ท่านอธิฐานจิตก่อนวางใส่ในลูกหีบ (๕) อธิฐานผ้าและนำไปทอดบนขอบลูกหีบทั้ง ๔ ผืน (๖) พระท่านลุกไปพิจารณาผ้า (๗) ไปถวายผ้าขาวและสายสิญจน์ (๘) ให้ไปนั่งอยู่ที่ด้านหน้าพระ พระสงฆ์จะทำพิธีสะเดาะเคราะห์
(ด้วยวิธีการบังสกุลตาย) หันหน้าไปทางทิศตะวันตก
หลับตา พนมมือก้มศรีษะเล็กน้อย เจ้าหน้าที่จะเอาผ้าขาวคลุม (๙) หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เจ้าหน้าที่จะเอาผ้าขาวคลุม ให้ลืมตา พนมมือก้มศีรษะเล็กน้อย พระสงฆ์จะทำพิธีต่อชะตา
( ด้วยวิธีการบังสกุลเป็น ) จบแล้วพระท่านจะดึงผ้าขาวที่คลุมออก (๑๐) ประเคนจตุปัจจัยและดอกไม้ธูปเทียน
แล้วกรวดน้ำรับพร รับการประพรมน้ำพระพุทธมนต์
เสร็จแล้วให้นำน้ำที่กรวดไปเทลงดินที่โคนต้นไม้ เป็นเสร็จพิธี การบริจาคหีบศพพร้อมทำพิธีสะเดาะเคราะห์นี้ มีคนมาทำกันมิได้ขาด จะได้ผลประการใดไม่ขอยืนยัน จากคำบอกเล่าของหลาย ๆ ท่านบอกว่า ได้ผลดีที่เดียวก่อนมาทำพิธี รู้สึกว่าการดำเนินชีวิตติดขัด ไม่ค่อยราบรื่นนัก พอมาทำพิธีแล้ว ชีวิตก็ดูดีไปหมดทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าที่การงาน ธุรกิจการค้า สุขภาพร่างกายก็ดีไปหมด บางท่านถึงกับปวารณากับทางวัดว่าจะมาทำพิธีทุก ๆ เดือนก็มี สิ่งนี้ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัส จับต้องได้และมองไม่เห็นได้ด้วยตา ลองทำดูจะได้รู้เอง วัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพมหานคร วัดพระพิเรนทร์ ตั้งอยู่เลขที่ 326 ถนนวรจักร แขวงบ้านบาตร
เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
เป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน
สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีตอนปลาย ราว พ.ศ.
2300 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่
3 ราว พ.ศ. 2379 ทรงโปรดให้
พระพิเรนทรเทพ ( ชำ ณ ราชสีมา ) เจ้ากรมพระตำรวจหลวง
บุตรชายเจ้าพระนครราชสีมา ( ทองอินทร์ ณ ราชสีมา ) ให้มาบูรณปฏิสังขรณ์วัด เจ้าศรัทธาจึงตั้งนามวัดว่า วัดขำเขมการาม ครั้นถึง พ.ศ. 2411 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 4 ทรงแปลงนามวัดให้ใหม่ว่า
วัดขำโคราข ใช้มาถึง พ.ศ. 2430 จึงได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระพิเรนทร์ ตามชื่อบรรดาศักดิ์ของเจ้าศรัทธา
ผู้บูรณปฏิสังขรณ์ และปี พ.ศ.2480 หลวงปู่ขุ่น
( พระเทพคุณาธาร ) อดีตเจ้าอาวาสได้ประกอบพิธียกป้ายวัดขึ้นสู่ซุ้มประตูด้านติดกับถนน
วัดแห่งนึ้จึงกลายเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนทั่วไป วัดพระพิเรนทร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคสีมาเมื่อปี พ.ศ.
2430 ปัจจุบันมีปูชนียวัตถุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสนาสนะครบถ้วนสมบูรณ์
อาทิ พระอุโบสถ ซุ้มพระพุทธรูปประทับยืนด้านหน้า กุฏิสงฆ์ 12 หลัง วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาบำเพ็ญกุศล เมรุณาปนสถาน ในพระอุโบสถมีพระประธานปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 1 เมตร
มีพระพุทธรูปยืน ปางห้ามญาติ 2 องค์ ปางห้ามสมุทร 2 องค์ ปางประทานพร 1 องค์ ปางอุ้มบาตร 1 องค์ พระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ 5 องค์
ซุ้มด้านหน้าพระอุโบสถ มีพระพุทธรูปปางลีลา 1 องค์
ซุ้มด้านหลังมีพระพุทธรูปปางรำพึง ด้านในของวิหารมีพระพุทธรูปพระนามว่า หลวงพ่อดำ ปางมารวิชัย 1 องค์
( องค์ล่าง ) / และ หลวงพ่อเพชร อีก
1 องค์ ( องค์บน ) ขอเชิญสาธุชน จุดธูปเทียนปิดทองบูชา เพื่อขอพร
และบารมี เพื่อความสุข ความเจริญรุ่งเรื่องได้ตั้งแต่ เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 18.00
น. ทุกวัน
|